มะเร็งปากมดลูกครองแชมป์คร่าชีวิตหญิงไทย
มะเร็งปากมดลูกครองแชมป์คร่าชีวิตหญิงไทย
ซิสคะ เป็นผู้หญิงอย่าละเลยริมฝีปากเด็ดขาดนะคะ เพราะผิวหนังบริเวณริมฝีปากนั้นมีความบอบบางกว่าผิวหนังส่วนที่เหลือของร่างกาย นอกจากนี้ยังไม่มีเม็ดสีเมลานินด้วย จึงเรียกได้ว่าไม่มีอะไรมาช่วยปกป้องผิวในบริเวณนี้เลย แถมแสงแดดยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายคอลลาเจนภายในผิว ฉะนั้น ถ้าปล่อยให้ริมฝีปากแห้งและโดนแสงแดดไปนานๆ ผิวบริเวณนี้ก็ยิ่งจะบางลงตามไปด้วย การทาลิปบาล์มหรือลิปมาสก์ ยังสามารถช่วย บำรุงริมฝีปาก และปกป้องผิวคอลลาเจนบริเวณริมฝีปากได้อีกด้วย แต่หลายคนคงสงสัยใช่ไหมคะว่า ลิปบาล์ม กับ ลิปมาสก์ นั้นต่างกันยังไง เรื่องของการบำรุงริมฝีปากไม่ต่างกันค่ะ แต่วิธีใช้นั้น ลิปบาล์มสาวๆ สามารถทุกวันเป็นประจำทั้งเช้า เย็น และก่อนนอน แต่สำหรับลิปมาสก์นั้นแอดไม่แนะนำให้ทาทุกวันค่ะ แต่ควรทาบำรุงปากก่อนเข้านอนเป็น Sleeping Mask วันเว้นวัน หรือสัปดาห์ละสองถึงสามครั้งก็พอ โดยตักเนื้อลิปมาสก์ แล้วป้ายแบบเคลือบหนาๆ ทั่วริมฝีปาก ตื่นเช้ามาเช็ดทำความสะอาดบริเวณริมฝีปากอย่างอ่อนโยนด้วยกระดาษทิชชู่หรือก้านสำลี เพื่อบำรุงริมฝีปากให้เรียบเนียน ดูอิ่มเอิบสุขภาพดี ซึ่งลิปมาสก์สามารถใช้เป็นลิปบำรุงให้ชุ่มชื้นด่วนในวันที่รู้สึกปากแห้งมาก แก้ปัญหาในตอนที่ต้องทาลิปสติกสีต่างๆ เพื่อให้ติดทนและไม่ดูตกร่องด้วย หรือใช้ลิปมาสก์เป็นคลีนเซอร์ร่วมกับแปรงเพื่อทำความสะอาดสีลิปสติกที่ตกค้างตามร่องริมฝีปากได้อีกด้วยนะคะซิส รู้แล้วอย่าลืมทำตามล่ะ พร้อมกันนี้ แพรวดอทคอม แนะ 6 ไอเท็มบำรุงริมฝีปากมาฝากด้วยค่ะ CLARINS Moisture replenishing lip balm – With blue lotus wax (15 […]
ทรงผมหลากสไตล์สำหรับสาวนักกีฬา ช่วยเพิ่มสีสันให้คุณสามารถเติมลูกเล่นในการแต่งผมด้วยเครื่องประดับเก๋ๆ หรือโพกผ้าลายสวย เพื่อรวบเก็บผมของคุณให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
ปกติคนเรามีไต 2 ข้างแต่กำเนิด ซึ่งเป็นอวัยวะที่มีขนาดประมาณกำปั้นอยู่บริเวณบั้นเอวด้านหลัง ไตทำหน้าที่หลักในการขับของเสียต่างๆ ที่อยู่ในร่างกายออกมาทางปัสสาวะ นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่อื่นๆ เช่น ควบคุมปริมาณน้ำ ปรับสมดุลระดับเกลือแร่และความเป็นกรด-ด่างในร่างกาย อีกทั้ง ยังทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจาง และป้องกันโรคกระดูกพรุน ซึ่งหากไตทำงานผิดปกติจะนำมาซึ่งภาวะไตวายหรือโรคไตเรื้อรัง พร้อมส่งผลกระทบต่อระบบอื่นๆ ของร่างกายตามมา “โรคไตเรื้อรัง” เกิดจากอะไร รักษาหายขาดได้ไหม และมีวิธีป้องกันอย่างไร? โดย น.อ. หญิง พญ. วรวรรณ ชัยลิมปมนตรี อายุรแพทย์โรคไต ประธานคณะอนุกรรมการป้องกันโรคไตเรื้อรัง จะมาให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคไต ในตอน “โรคไต 101” เสริมความเข้าใจถึงสาเหตุและปัจจัยเสี่ยง อาการของโรค ตลอดจนวิธีการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันและชะลอความเสื่อมของไตในผู้ป่วย “โรคไตเรื้อรัง” โรคไตเรื้อรังเกิดจากอะไร? โรคไตเรื้อรังอาจมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย แต่โดยทั่วไปแล้วสาเหตุหลัก 3 อันดับแรกมักเกิดจาก โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไตอักเสบ ส่วนสาเหตุอื่นๆ อาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศและทวีป ซึ่งสำหรับประเทศไทย สาเหตุหลักของโรคไตเรื้อรังที่พบมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้อง อย่างเช่น การใช้ยาสมุนไพร การกินยาแก้ปวดและยาแก้อักเสบเองติดต่อกันเป็นเวลานาน รวมถึงการติดกินอาหารรสจัด โดยเฉพาะรสชาติเค็มจัด ทำให้ไตทำงานหนักเกินไปจนเกิดปัญหาไตเสื่อมและกลายเป็นโรคไตเรื้อรังในที่สุด จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง? หากเริ่มสังเกตอาการที่บ่งบอกว่าไตทำงานผิดปกติ เช่น สามารถขับปัสสาวะได้น้อยลง ทำให้มีน้ำคั่งอยู่ในร่างกาย ส่งผลให้มีอาการตัวบวม เช่น บริเวณหลังเท้า เมื่อใส่รองเท้าประเภทแตะคีบแล้วมีรอยชัด เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจจะมีอาการของเสียคั่งในร่างกาย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยไตวายระยะท้ายๆ จะรู้สึกเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียน และนอนไม่หลับ ทั้งนี้ หากผู้ป่วยมาพบแพทย์เมื่อมีอาการแล้ว อาจหมายถึงสภาพของไตนั้นเข้าขั้นวิกฤติ โรคไตเรื้อรังสามารถรักษาได้หรือไม่ และมีวิธีป้องกันอย่างไร? ถึงแม้โรคไตเรื้อรังจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะอวัยวะได้เกิดความเสียหายขึ้นแล้วและจะเสื่อมลงจนถึงระยะที่เรียกว่าไตวายระยะสุดท้าย แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลากหลายวิธีในการชะลอการเสื่อมของไตไม่ให้เข้าสู่โรคไตระยะสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็น การควบคุมความดัน คุมน้ำตาลในผู้ป่วยโรคเบาหวาน และคุมอาหาร เช่น ไม่รับประทานอาหารที่มีโปรตีนหรือมีความเค็มมากเกินไป หลีกเลี่ยงการใช้ยาสมุนไพรหรือยาแก้ปวดลดอักเสบเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ ซึ่งจะทำให้ช่วยยืดระยะเวลาในการเข้ารับการบำบัดทดแทนไตออกไปได้ สำหรับคนทั่วไป วิธีป้องกันโรคไตเรื้อรังคือควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีความเค็มมากเกินไป ห้ามซื้อยาสมุนไพรหรือยาแก้ปวดมาใช้เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ พร้อมทั้งควรดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว รวมถึงการเลิกสูบบุหรี่ เพราะนอกจากจะเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปอดแล้ว บุหรี่ยังทำให้เกิดโรคไตวายได้อีกเช่นกัน ที่สำคัญคือห้ามกลั้นปัสสาวะ เพราะเป็นสาเหตุของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ทำให้เกิดการติดเชื้อบ่อยและส่งผลต่อไต ทำให้ไตเสื่อมและไตวายขึ้นมาได้ นอกจากนี้อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การเข้ารับการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคไตที่โรงพยาบาลอยู่เสมอ ด้วยวิธีการตรวจเลือดเพื่อหาค่าของเสียครีเอตินีน (Creatinine) และการตรวจปัสสาวะเพื่อตรวจหาว่ามีค่าโปรตีนรั่วหรือไม่ ซึ่งมีเพียง 2 วิธีนี้เท่านั้นที่จะสามารถวินิจฉัยและคัดกรองความเสี่ยงของโรคไตเรื้อรังตั้งแต่ระยะเริ่มต้นได้ สามารถติดตาม “คุยเรื่องไต ไขความจริง” และข้อมูลข่าวสารได้ทางเพจ Facebook สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย – The Nephrology Society of Thailand ภาพ Cover : Pexels บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
บริษัท เอเอ็มอี อิมเมจิเนทีฟ จำกัด
ในเครือ บริษัท อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน)
Tel : 0-2422-9999 ต่อ 4300
Email : [email protected]
0-2422-9999 ต่อ 4180
(จันทร์ - ศุกร์ เวลา 09.00 - 18.00 น)
[email protected]