ไบโพลาร์

ไบโพลาร์คืออะไร รักษาด้วยยาได้ไหม จะหายขาดหรือไม่?

ไบโพลาร์คือคำที่หลายคนคุ้นเคยว่าเป็นคำที่ใช้เรียคนที่มีอารมณ์แปรปรวน เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย แต่ในความจริงอารมณ์ที่ผันผวนจากโรคไบโพลาร์เช่นนี้ไม่ได้เกิดจากแค่ความเครียด หรือความเหนื่อยล้าทั่วไป แต่อาจเป็นความผิดปกติที่ต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์ เพื่อปรับอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติ

แล้วการรักษาโรคไบโพลาร์จะต้องทำอย่างไร ต้องกินยารักษาไบโพลาร์ไปตลอดชีวิตหรือไม่ โรคนี้สามารถหายขาดได้หรือเปล่า หรือแค่ควบคุมให้อาการไม่กำเริบชั่วคราวเท่านั้น บทความนี้จะพาไปสำรวจโรคไบโพลาร์ในแง่มุมที่เข้าใจง่าย ตั้งแต่สาเหตุ อาการ แนวทางการรักษา ไปจนถึงโอกาสในการฟื้นตัว พร้อมแนะนำทางเลือกการปรึกษาจิตแพทย์ผ่านแอป BeDee เพื่อช่วยให้เข้าใจและรับมือกับโรคนี้ได้อย่างเหมาะสม

ทำความรู้จักว่าโรคไบโพลาร์คืออะไร

โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) หรือที่รู้จักกันอีกชื่อว่าโรคอารมณ์สองขั้ว เป็นภาวะทางสุขภาพจิตที่ผู้ป่วยจะมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ระหว่างช่วงที่มีอารมณ์ซึมเศร้าอย่างหนักหน่วง กับช่วงที่มีอารมณ์ดีเกินปกติ ซึ่งอาจกินระยะเวลานานกว่าหนึ่งสัปดาห์ และอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงกระทบต่อความสามารถในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

โรคไบโพลาร์มีอาการเป็นอย่างไร

โรคไบโพล่าร์

ไบโพลาร์ หรือไบโพล่าเป็นโรคทางอารมณ์ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งความคิด พฤติกรรม และการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย โดยลักษณะเฉพาะของโรคนี้คือการเปลี่ยนอารมณ์เป็นช่วง ๆ สลับกันระหว่างช่วงอารมณ์ดีผิดปกติ และช่วงอารมณ์ซึมเศร้า

  • ช่วงอารมณ์ดีผิดปกติ (Mania / Hypomania) ผู้ป่วยไบโพลาร์ในช่วงนี้จะมีพฤติกรรมที่ดูมีพลังอย่างมาก หรืออาจดูกระตือรือร้นเกินพอดี เช่น
    • มีพลังเหลือล้น พูดเร็ว พูดไม่หยุด
    • นอนน้อย แต่ยังรู้สึกกระปรี้กระเปร่า
    • เชื่อมั่นในตนเองมากผิดปกติ หรือรู้สึกยิ่งใหญ่เกินจริง
    • ตัดสินใจเร็ว ใช้จ่ายเงินเกินตัว หรือมีพฤติกรรมเสี่ยงโดยไม่ยั้งคิด
    • หงุดหงิดง่ายเมื่อถูกขัดใจ
    • อาจมีอารมณ์ทางเพศที่เพิ่มขึ้นมากผิดปกติ
  • ช่วงอารมณ์ซึมเศร้า (Depressive Episode) ในช่วงนี้ อารมณ์ของผู้ป่วยจะซึมเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด และอาจรู้สึกหมดแรงหรือหมดความหวังในชีวิต เช่น
    • รู้สึกเศร้า ว่างเปล่า หรือหดหู่เป็นเวลานาน
    • ไม่อยากทำกิจกรรมที่เคยชอบ
    • พูดน้อยลง เคลื่อนไหวช้าลง คิดช้าลง
    • ไม่มีสมาธิ หรือรู้สึกไร้ค่า
    • นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป
    • อาจมีความคิดอยากทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตาย

สาเหตุของไบโพลาร์คืออะไร

ไบโพลาร์เกิดจากอะไร ทำไมบางคนถึงมีอารมณ์ขึ้นลงอย่างสุดขั้วทั้งที่ดูเหมือนใช้ชีวิตปกติ? ปัจจัยที่มีส่วนต่อการเกิดขึ้นของไบโพลาร์มีหลายอย่าง ทั้งทางพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม เช่น

  • ความไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง การทำงานผิดปกติของสารสื่อประสาท เช่น เซโรโทนิน โดพามีน และนอร์เอพิเนฟริน ส่งผลโดยตรงต่ออารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม จึงทำให้เกิดอารมณ์ขึ้นลงอย่างรุนแรง
  • พันธุกรรมและประวัติครอบครัว หากมีญาติสายตรงป่วยเป็นไบโพลาร์ ความเสี่ยงก็จะสูงขึ้นมาก โดยมีข้อมูลว่า 50% ของผู้ป่วยไบโพลาร์มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคที่เกี่ยวข้อง
  • เหตุการณ์กระทบจิตใจ ความเครียดจากการสูญเสีย ความผิดหวัง หรือการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน มักกระตุ้นให้อาการปรากฏ โดยเฉพาะช่วงวัยรุ่นตอนปลายถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น (อายุ 15-19 ปี)
  • โรคร่วมและพฤติกรรมเสี่ยง ผู้ที่มีภาวะวิตกกังวล การใช้สารเสพติด หรือพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น มักมีอาการรุนแรงและเป็นซ้ำบ่อยครั้ง ซึ่งอาจนำไปสู่อาการไบโพลาร์ได้

วินิจฉัยโรคไบโพลาร์ได้อย่างไรบ้าง

ยารักษาไบโพล่า

การวินิจฉัยไบโพลาร์อย่างถูกต้องเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โดยการวินิจฉัยไบโพลาร์ไม่สามารถทำได้ด้วยการตรวจเลือดหรือเอกซเรย์ แต่ต้องอาศัยการประเมินจากจิตแพทย์ โดยจิตแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งในเรื่องอารมณ์ พฤติกรรม การนอนหลับ การรับประทานอาหาร และประวัติสุขภาพจิตในครอบครัว รวมถึงพิจารณาข้อมูลจากคนใกล้ชิด เช่น ญาติหรือคนในบ้าน เพื่อช่วยให้เห็นภาพรวมของอารมณ์และพฤติกรรมในชีวิตจริง 

นอกจากนี้ จิตแพทย์อาจใช้แบบสอบถามหรือแบบประเมินสุขภาพจิตเพื่อประกอบการวิเคราะห์ และในบางกรณีอาจมีการตรวจร่างกายเพื่อแยกโรคทางกายที่อาจก่อให้เกิดอาการคล้ายไบโพลาร์ เช่น ผลข้างเคียงจากยา หรือภาวะฮอร์โมนผิดปกติ

รักษาไบโพลาร์โดยแพทย์ทำได้อย่างไร

ไบโพลาร์เป็นภาวะที่ต้องได้รับการดูแลจากจิตแพทย์อย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถหายได้เอง แต่การรักษาที่เหมาะสมจะช่วยควบคุมอารมณ์ ลดความเสี่ยงอาการกำเริบ และทำให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ วิธีรักษาโรคไบโพล่ามี 3 ส่วน ได้แก่

  • การใช้ยา (Medication) ช่วยปรับสมดุลสารสื่อประสาทและควบคุมอารมณ์ โดยจิตแพทย์จะเลือกใช้ยาที่เหมาะสมต่ออาการผู้ป่วย เช่น ยาควบคุมอารมณ์ ยาต้านซึมเศร้า หรือยาลดอาการหลงผิดและวิตกกังวล ผู้ป่วยควรใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง ห้ามหยุดยาเอง
  • การบำบัดทางจิต (Psychotherapy) เช่น CBT (Cognitive Behavioral Therapy) ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจอารมณ์ รับมือความเครียด และสื่อสารกับคนรอบข้างได้ดีขึ้น รวมถึงช่วยให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลอย่างเหมาะสม
  • การติดตามและดูแลระยะยาว แม้ไม่มีอาการแล้ว ผู้ป่วยยังควรพบจิตแพทย์ตามนัดเพื่อประเมินและปรับแผนการรักษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำและเสริมคุณภาพชีวิตระยะยาว

ไบโพลาร์ โรคที่ทำให้อารมณ์ผันผวนซึ่งไม่ควรมองข้าม

โรคไบโพลาร์ เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ที่ผู้ป่วยจะมีการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์อย่างรุนแรงและต่อเนื่อง โดยสลับระหว่างช่วงอารมณ์ดีผิดปกติ และช่วงซึมเศร้า ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ความสัมพันธ์ และการทำงาน การวินิจฉัยโรคไบโพลาร์ต้องอาศัยการพูดคุย ซักประวัติ และประเมินสุขภาพจิตโดยจิตแพทย์ ขณะที่การรักษาประกอบด้วยการใช้ยา การบำบัดทางจิต และการติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ

หากมีอาการที่น่าสงสัยว่าอาจเป็นไบโพลาร์ ควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย การดูแลที่เหมาะสม และเพื่อประกอบการตัดสินใจว่าเป็นโรคไบโพลาร์ควรรักษาที่ไหนดี อาจเลือกบริการจิตแพทย์ออนไลน์ผ่านแอป BeDee แพลตฟอร์มที่ให้บริการปรึกษาแพทย์ผ่านวิดีโอคอล พร้อมระบบจองคิวง่าย ๆ ไม่ต้องเดินทาง สามารถพูดคุยกับจิตแพทย์ได้จากที่บ้านอย่างเป็นส่วนตัว สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ส่งยาถึงที่