ครูเล็ก – ภัทราวดี มีชูธน กับ บทเรียน 77 ปี
นักแสดง ผู้จัดละคร ศิลปินแห่งชาติ ครู และแม่ คือหลากหลายบทบาทของ ‘ครูเล็ก – ภัทราวดี มีชูธน’ ที่ล้วนแล้วแต่แต่งแต้มไปด้วยสีสันจัดจ้านและห่างไกลจากคำว่า “ราบเรียบ”
ย้อนกลับไปช่วงวัยรุ่น ครูเล็ก – ภัทราวดี มีชูธน คือหัวขบถที่อยากหนีแม่เที่ยว แต่บังเอิญพบว่าตัวเองมีหัวการค้า จึงเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจเรือสำราญล่องแม่น้ำในวัย 16 ปี ฟากความรัก ผ่านการแต่งงาน 3 ครั้งและหย่าทั้ง 3 ครั้ง บาดแผลจากรักเมื่อผนวกกับการโหมงานหนัก ทำให้ป่วยเป็นซึมเศร้าแรมปี ยังไม่นับที่เคยถูกคนไว้ใจโกงเงินถึง 15 ล้านบาท ชีวิตผ่านมาหลายสนาม ตกตะกอนจนเป็นบทเรียนไว้สอนเด็กๆ ในโรงเรียนภัทราวดี หัวหิน หลายต่อหลายรุ่น นอกจากเป็นครูสอนศิษย์ ชีวิตก็สอนเธอด้วยเช่นกัน
นี่คือบทเรียนตลอด 77 ปี ที่ครูเล็กอยากเล่าให้ฟัง
ทราบว่าตครูเล็ก ภัทราวดี มีชูธน กับการทำซีรีส์ ‘ขมจนขำ’ เรื่องราวเป็นยังไงคะ
“เรื่องนี้เล่าถึงจิตวิทยาการเลี้ยงดูบุตรและดูแลเด็กที่มีปัญหา เพราะอยากจะบอกคนดูว่า เวลาเจอปัญหาไม่ว่าจะของคนอื่นหรือของตัวเอง อย่าเครียด ให้แก้โดยใช้ทฤษฎี Icebergคือการค้นหาปัญหาเบื้องลึกในจิตใจ เหมือนเวลาเรามองภูเขาน้ำแข็ง ส่วนที่โผล่พ้นเหนือน้ำสูงเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับส่วนที่อยู่ข้างล่าง หากค้นเจอต้นตอเบื้องลึกจะช่วยได้มาก หรืออย่างน้อย ถ้าไม่เข้าใจปัญหานั้น ก็ให้มองว่าเขาเป็นเขา และเราเป็นเรา จะอยู่ร่วมกันอย่างไรโดยไม่เกลียดกัน ซีรี่ส์นี้จะทำหน้าที่ตอบคำถามเหล่านั้น อยากให้คนดูรู้สึกว่า เห็นปัญหาแล้วยังขำได้ เพราะปัญหาขมๆ ในชีวิตมีเยอะ แต่ท้ายสุดมนุษย์เพียงต้องการใครสักคนที่เข้าใจก็เท่านั้นเอง ตอนนี้ถ่ายทำใกล้จบแล้ว มีแผนจะฉายช่วงสิ้นปีนี้ค่ะ”
เนื้อหาดูต่างจากเทรนด์ซีรี่ส์ยุคนี้เหมือนกันนะคะ
“ใช่ค่ะ เพราะในวงการโทรทัศน์มีหนังละครเกี่ยวกับการฆ่ากัน หรือเรื่องราวที่สื่อถึงความโหดร้ายเยอะพอแล้ว น่าจะเสริมให้สังคมคิดอีกแบบ ซึ่งเรื่องนี้จะเล่าถึงเด็กที่ชอบฆ่าตัวตาย ป่วยเป็นซึมเศร้า หรือแอสเพอร์เกอร์ (โรคที่มีความผิดปกติในการเข้าสังคม) ฟังดูหนัก แต่เราแตะเพียงเบาๆ ไม่ได้แสดงด้านโหดร้าย ซึ่งครู พ่อแม่ บุคคลทั่วไป ดูได้ทุกวัย จะได้ข้อคิดว่าควรมองปัญหาอย่างไร”
ทำไมถึงสนใจเด็กมีปัญหาคะ
“ที่ผ่านมาดิฉันทำงานกับเด็กมีปัญหามามาก อย่างที่โรงเรียนภัทราวดี หัวหิน เด็กก็มีปัญหาเยอะ เช่น เด็กโดนสปอยล์ เด็กขี้เกียจ เด็กพิเศษ ฯลฯ ถึงขั้นที่บางแห่งไม่รับเด็กเข้าเรียนด้วยซ้ำ แต่เราก็รับมาเป็นลูกศิษย์และสอนจนเขาสามารถเข้ามหาวิทยาลัยได้ บางคนจบเกียรตินิยมก็มี ดิฉันถึงบอกว่า เด็กเลวไม่มีบนโลกนี้ เด็กโง่ก็ไม่มี มีแต่เด็กที่อยากค้นพบตัวเอง โดยครูต้องให้โอกาสเขา คนรอบข้างก็ต้องมีเมตตา เพราะผู้ใหญ่บางคนที่ไม่เข้าใจก็รังเกียจเด็ก สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของครูที่ต้องสั่งสอน เพราะพ่อแม่อาจไม่มีความรู้ เลี้ยงมาเพราะความรักและตามแนวคิดที่ตัวเองเข้าใจ “สำคัญคือครูต้องช่วยเด็กค้นให้เจอว่า เขาชอบอะไร แล้วหาครูพิเศษเฉพาะทางมาสอนโดยเฉพาะ เด็กจะได้รู้ว่าสิ่งที่เขาชอบสามารถกลายเป็นอาชีพได้ เราจ้างครูโดยไม่หวงเรื่องสตางค์เพราะเราห่วงเด็กมากกว่าเงิน และที่นี่มีมูลนิธิจึงมีเงินช่วยเหลือ
“ยกตัวอย่างเช่น มีเด็กคนหนึ่งเรียนหนังสือไม่เก่ง แต่ชอบถักผ้ามาก ดิฉันรู้จักกับคุณมุก (เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ ศิลปินสิ่งทอ อันดับต้นของประเทศ) คุณมุกก็มาสอนทอผ้า ด้วยการนำเศษผ้า ขยะ มาทอเป็นรูปภาพต่างๆ ซึ่งเปิดโลกทัศน์เด็กมาก หรืออย่างช่วงโควิด เด็กหลายคนกลับบ้านไม่ได้ ก็ใช้เวลาว่างตรงนั้นมาทำซีรี่ส์กันเล่นๆ ไม่ได้ไปฉายที่ไหนหรอกค่ะ แต่เป็นการฝึกเขา ชวนผู้กำกับมือรางวัลมาช่วยกำกับ ให้เด็กฝึกตีเสลท ดูบท อย่างน้อยให้เขาได้ประสบการณ์ ดีกว่านั่งอยู่เฉยๆ
“เพราะฉะนั้นความรู้ไม่ใช่แค่ในตำรา และความถนัดของเราก็ไม่เหมือนกัน เด็กที่จบจากที่นี่หลายคนที่เรียนไม่เก่ง แต่สามารถเติบโตเป็นเอกในสายอาชีพของเขา เช่น นักดนตรี นักวาดรูป น่าภูมิใจมาก”

การได้เห็นเด็กมีชีวิตดีขึ้น คนเป็นครูได้อะไร
“ความสุขที่ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน แต่ซื้อได้ด้วยเวลาของเรา คือเราต้องให้เวลา บางทีต้องนอนคิด จะช่วยเขาอย่างไรดี ทดลองทุกวัน วันนี้ไม่เวิร์ค พรุ่งนี้ทำใหม่ นี่คือการให้เวลา ก็สนุกดีเหมือนกันนะ คล้ายนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการทดลอง ทุกเช้าที่ตื่นมาจึงมีความหวัง เพราะมีเรื่องให้ทำ ไม่อย่างนั้นคงรู้สึกว่า แก่แล้วจะตื่นไปเพื่ออะไร ให้นั่งรอความตายหรือ ก็ไม่ตายสักที เพราะฉะนั้นหาอะไรทำ ให้ชีวิตมีความหวังดีกว่า”
ในชีวิตที่มีพร้อมทุกอย่าง บางคนคงเลือกเกษียณ ทำไมจึงตัดสินใจทำงานต่อคะ
“คุณแม่มีความตั้งใจอยากให้ลูกใช้ชีวิตบั้นปลายทำอะไรเพื่อคนอื่น ท่านเคยบอกว่า ลูกโชคดีที่เจอครูดีๆ ทั้งชีวิต เพราะฉะนั้นหน้าที่เราคือการถ่ายทอดความรู้ให้คนอื่น อย่ามัวแต่คิดหาประโยชน์ใส่ตน ถ้าประสบความสำเร็จต้องแบ่งปัน อาจจะไม่ใช่เงิน เพราะเดี๋ยวก็หมด แต่เป็นความรู้ และในชีวิตที่ประสบความสำเร็จแล้ว มีเงิน มีลูกเลี้ยงดู ไม่ลำบากอะไร ก็ควรช่วยคนอื่นได้แล้ว
“ขณะเดียวกันก็ชอบการเป็นครู สมัยยังเด็ก ดิฉันเรียนร้องรำทำเพลงมาจากโรงเรียนราชินี พอกลับถึงบ้านก็มาฝึกเล่นละคร ร้องลิเกต่อ แต่เล่นคนเดียวไม่สนุก อยากหาเพื่อนเล่นด้วย แต่เด็กๆ วัดระฆังที่อยู่ในละแวกบ้านร้องรำทำเพลงไม่เป็น เราก็สอนเขา แต่งเนื้อเพลงให้เขาร้องบ้าง สอนแสดงบ้าง พอโตขึ้นได้มาเล่นละครเวที บางครั้งไม่มีคนแสดงด้วย ก็ต้องสอนเพื่อให้มีคนเล่นด้วย จึงได้พัฒนาทักษะความเป็นครู เมื่อก่อนเป็นครูเพื่ออาชีพ แต่พอโตขึ้น คิดว่าเราสอนศิลปินมากมาย สอนคนธรรมดาบ้างคงจะดี จึงเป็นที่มาของโรงเรียนภัทราวดี หัวหิน เมื่อ 15 ปีที่แล้ว”
เคยโมโหเด็กบ้างไหม
“มีค่ะ ขนาดพระท่านยังมีอารมณ์โมโหเลย แต่ต้องควบคุมตัวเอง หายใจเข้า-ออกลึกๆ เป็นการเรียกสติกลับมา ก็จะเย็นลง แน่นอนว่ามีท้อบ้าง จนบางครั้งเคยแอบคิดว่า ‘ฉันมาทำอะไรอยู่ที่นี่ ลูกใครก็ไม่รู้ ไม่ใช่หน้าที่ฉันสักหน่อย’ แต่ที่จริงคือหน้าที่เรา เพราะเราเป็นครู เราแพ้ไม่ได้ ถ้าปล่อยเขาไปแล้วก่อปัญหาให้สังคมคงจะแย่ หน้าที่ของครูก็คือแก้ไขปัญหาสังคม ก็สอนไปตามธรรมชาติ อย่าไปเครียดมาก เพราะสุดท้ายมนุษย์ก็เป็นไปตามบุญตามกรรม เราสอนเขาได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว มีอยู่ปีหนึ่งที่ช่วยให้เด็กที่อ่อนภาษาอังกฤษมาก ชนิดที่พูดไม่ได้เลย สามารถพูดคำว่า Hello, How are you?ได้สำเร็จ แค่นี้ก็น้ำตาไหลแล้ว”
ครูเล็ก – ภัทราวดี มีชูธน สอนวิชาอะไรบ้างคะ
“สอนแกรมม่าวิชาภาษาอังกฤษและวรรณคดีไทย โดยสอดแทรกธรรมะเข้าไปด้วย เพราะสมัยนี้วิชาการ เทคโนโลยีก้าวไปไกลมาก เรื่องน่าเป็นห่วงคือ จิตใจจะไปได้ไกลเหมือนกันไหม เด็กเรียนเก่งก็มีปัญหาเยอะนะคะ เพราะเขาเห็นแก่ตัว กลัวไม่เก่ง ไม่ใช่ว่าเขาเลวร้าย แต่เขาอยากรักษาความเก่งอยู่เสมอ ดิฉันเคยมีเพื่อนเป็นเด็กมหาวิทยาลัย Harvard เขาตัดสินใจฆ่าตัวตาย เพียงเพราะสอบได้เกรดบี ซึ่งก่อนหน้าเขาได้เอมาตลอด ฟังแล้วตกใจ เพราะถ้าเป็นเรา แค่เข้า Harvard ได้ สอบได้เกรดซีคงแฮปปี้แล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องสอนให้เด็กบาลานซ์เป็น ชีวิตกับวิชาการต้องคู่กัน ไม่อย่างนั้นคนเก่งของเราจะพินาศหมด
“แต่การจะสอนธรรมะให้เด็กยุคนี้ฟังด้วยหลักธรรมต่างๆ คงน่าเบื่อ ต้องมีวิธีพูด เช่น เล่าด้วยนิทาน ดูรูป เปิดโอกาสให้เด็กวิเคราะห์ โดยไม่ตัดสินว่าใครผิด-ถูก รวมถึงแชร์ประสบการณ์ของตัวเอง เพราะชีวิตของเราก็เซียนพอสมควร เคยดื้อรั้น เจอปัญหาเยอะ เด็กจะเชื่อหรือไม่ ไม่สำคัญ อย่างน้อยข้อมูลได้เข้าไปอยู่ในสมองเขาแล้ว เมื่อเขาเดือดร้อนเป็นทุกข์ จะย้อนคิดถึงสิ่งเหล่านี้ เหมือนดิฉันในวัยเด็ก ที่แต่ก่อนอาจารย์พูดอะไรก็เถียง แต่พอเป็นทุกข์ขึ้นมา ก็จะนึกถึงวันที่เถียงท่าน อยากกลับไปขอฟังอีกทีว่า วันนั้นอาจารย์สอนว่าอะไรนะคะ” (หัวเราะ)
ดูเหมือนมนุษย์จะรู้จักทุกข์ เมื่อมีทุกข์นะคะ
“ใช่ค่ะ ถ้าสุขดีก็เพลิน แต่ทุกข์มาทุกวัน เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ถ้าเราให้โอกาสเด็กเล่าว่าชีวิตมีทุกข์อะไรบ้าง เขาจะเริ่มเข้าใจทุกข์เล็กๆ อีกหน่อยพอเจอทุกข์ใหญ่ ก็จะเข้าใจง่ายขึ้น เพราะชีวิตมนุษย์เริ่มจากทุกข์เล็กๆ นี่แหละ
“อย่างเด็กๆ ความทุกข์ของเขาคือขี้เกียจเรียนหนังสือ ก็จะบอกว่า บางวันครูก็ขี้เกียจตื่นมาสอนหนูเหมือนกัน ซึ่งความขี้เกียจเป็นธรรมชาติของมนุษย์ แต่เพราะครูคิดถึงหน้าพวกหนู ถ้าครูไม่มา หนูจะไม่ได้ประโยชน์ พ่อแม่ก็จะเสียใจ ครูไม่อยากทำให้ใครเสียใจ เพราะทุกนาทีของชีวิตคือการเรียนรู้ ถ้าหนูนั่งว่างๆ ปล่อยให้เวลาไหลคงไร้ประโยชน์ เนื่องจากเวลาเป็นสิ่งที่นำกลับคืนมาไม่ได้ ครูจึงต้องทำหน้าที่เพื่อให้หนูมีความรู้และมีความสุข ก็จะอธิบายเด็กแบบนี้”
ประสบการณ์เรื่องไหนของครูเล็กที่เด็กๆ หยุดฟัง
“เรื่องที่เฮ้ว เกเร ประมาณว่า เคยปีนประตูหนีแม่ไปเที่ยว จนแม่ไม่ได้หลับไม่ได้นอนเพราะรอลูก พอกลับถึงบ้านก็โดนเอ็ด ตอนนั้นเราโกรธแม่ ไม่เข้าใจ แต่พอโตขึ้นก็เริ่มเข้าใจว่าแม่เป็นห่วง ก็ต้องฝึกตัวเองใหม่จะเที่ยวอย่างไงไม่ให้คนที่รักเราเดือดร้อน เพราะจะให้หยุดเที่ยว ตัดทุกอย่างคงทำไม่ได้ เราไม่ใช่พระอรหันต์”
แล้วแอบหนีเที่ยวด้วยวิธีไหน
“ย้อนกลับไปตอนอายุ 16 เพิ่งกลับจากไฮสคูลที่อังกฤษมาอยู่เมืองไทย อยากเที่ยวมาก แต่ยุคนั้นด้วยข้อบังคับต่างๆ เที่ยวยากกว่าสมัยนี้ บังเอิญแม่มีเรือสำราญที่ไม่ได้ใช้งานจอดอยู่หน้าบ้าน และบังเอิญว่าได้รู้จักเพื่อนคนหนึ่งที่ทำงานอยู่โรงแรมโอเรียนเต็ล เขาเคยเล่าปัญหาให้ฟังว่า แขกชอบนั่งเรือไปเที่ยวตามแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลางคืน แต่ไม่มีเรือพาเที่ยว เราก็เกิดไอเดีย ใช้เรือที่บ้านเราพาแขกเที่ยวสิ ส่วนเราก็จะอาศัยโอกาสนี้แวะไปเที่ยวด้วย (หัวเราะ) นั่นจึงเป็นที่มาของธุรกิจเรือสำราญลำแรกของไทย
“ตอนนั้นก็ขอแม่ว่าจะนำเรือสำราญที่บ้านไปทำงานนะ แม่ก็ไม่ว่าอะไร เราก็จ้างคนมาทำอาหาร มีดนตรีบนเรือ โดยเริ่มล่องเรือออกจากโรงแรมโอเรียลเต็ลช่วงหัวค่ำ และวนกลับไปส่งแขกที่โรงแรมช่วง 2 ทุ่ม ช่วงระหว่างที่แขกไปล่องเรือ ดิฉันก็อาศัยจังหวะนั้นไปเจอเพื่อน ฟังเพลง พอเที่ยวเสร็จก็นั่งเรือแม่กลับบ้าน วิธีนี้วินทั้งสองฝ่าย คือแม่ไม่เป็นห่วงเพราะลูกมีเรือให้กลับ ส่วนเราก็ได้งาน ได้เงิน ได้ประสบการณ์ ได้เที่ยว สารภาพตามจริงคือ ไม่ได้คิดเรื่องทำมาหากิน คิดแค่อยากเที่ยว แต่ปรากฏว่ารายได้ดี รวยมาก เริ่มรู้จักการทำมาค้าขาย รู้จักจ่ายเงินให้คนนู้นคนนี้ รู้เรื่องกำไรขาดทุน”
เด็กอายุ 16 ทำได้ขนาดนี้ เคยเห็นตัวอย่างการทำเรือสำราญมาก่อนหรือเปล่า
“ไม่ค่ะ แค่รู้จักนำปัญหาเพื่อนและปัญหาตัวเองมาเชื่อมโยงกัน ซึ่งตอนนั้นก็มีผู้ใหญ่ที่ไม่เชื่อมั่นในตัวดิฉันนะ ประโยคที่จำได้ไม่ลืมคือ ‘เด็กอายุ 16 จะเชื่อถือได้ยังไง’ ฟังแล้วโกรธมาก เพราะคิดว่าตัวเองโตเป็นสาวแล้ว ปรากฏว่าทำธุรกิจนี้ได้เพียงปีเดียวก็ต้องเลิกเพราะอกหัก เพราะฉะนั้นที่ผู้ใหญ่พูดก็ถูกของเขา” (หัวเราะ)
เรื่องเป็นยังไงนะคะ
“ตอนนั้นเป็นรักวัยรุ่น ก็อกหักจากแฟนค่ะ เจ็บมากจนไม่อยากอยู่เมืองไทย เลยขอแม่กลับไปเรียนต่อไฮสคูลที่อังกฤษ ทิ้งธุรกิจไปเลย ถามว่ากระทบมากไหม ก็ไม่นะ เรือก็แค่กลับมาจอดหน้าบ้านเหมือนเดิม ไม่ได้เสียอะไร มองอีกมุมก็เหมือนละทิ้งหน้าที่ เพียงแต่เราก็ได้กลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง คือการเรียนต่อ ข้อดีของการทำธุรกิจตอนนั้น คือเป็นไอเดียให้คนอื่น เพราะเมื่อเรียนจบกลับมาอยู่เมืองไทย เห็นคนทำธุรกิจเรือสำราญเต็มแม่น้ำเจ้าพระยา ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่เราไม่อยากทำแล้ว เพราะไม่อยากแย่งชิงกับใคร”
คุณแม่เคยต่อว่าไหม
“ไม่ได้ว่าอะไร ถึงแม้จะมีเรื่องมีราวให้แม่ปวดหัว แต่เป็นหน้าที่ของแม่ ที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ท่านจะซัพพอร์ตลูกเสมอ และแม่ใจกว้าง ยอมปล่อยให้เราได้เจออะไรที่ไม่ดีไม่งามบ้าง
“ที่จริงสมัยอยู่โรงเรียนราชินียังไม่แซ่บนะ จนกระทั่งเรียนไฮสคูลที่อังกฤษ เขาปลูกฝังความเป็นตัวเอง ให้กล้าแสดงออก กลับมาไทยจึงเริ่มดื้อกับแม่ ถ้ามองย้อนกลับไป ก็รู้สึกว่าเป็นธรรมดาของวัยรุ่นที่ต้องดื้อ เพราะเป็นวัยที่ค้นหาตัวเองและค้นหาวิธีการใช้ชีวิตที่ถูกต้อง ถ้าเราอยู่ในโอวาทตลอดเวลา ไม่กล้าทำอะไรนอกกรอบ ไม่น่าจะดี ถ้าได้เจอความล้มเหลว หัวร้างข้างแตกบ้าง จะได้บทเรียนที่เราจดจำมากกว่าถูกคนอื่นสอน”
บทเรียนชีวิตครั้งไหนของ ครูเล็ก-ภัทราวดี มีชูธน ที่จำได้ไม่ลืมคะ
“เยอะมากจนเล่าไม่ไหว (หัวเราะ) แต่ถ้าให้ยกตัวอย่าง หนึ่ง เรื่องเงิน ธรรมชาติของเงินคือสุดท้ายจะหมดไป และบางครั้งถึงไม่ใช้เอง ก็ต้องมีเรื่องคนโกงหรือถูกขอยืม ดิฉันเคยถูกเพื่อนโกงเงินไป 15 ล้านบาท ตอนที่แม่รู้ แม่ก็ถามว่า เขาเอาปืนมาจ่อหัวจี้ให้เราโอนเงินหรือเปล่า ซึ่งก็ไม่ แม่จึงบอกว่า ที่เขาโกง เพราะเราอนุญาตให้เขาโกง และเรายังไม่ฉลาดพอ ท่านไม่เคยใช้คำว่าโง่นะคะ แค่บอกว่าเรายังรู้ไม่มากพอ เพราะฉะนั้นเป็นความผิดทั้งเขาและเรา ซึ่งเราคุมความคิดเขาไม่ได้ แต่ควบคุมตัวเองได้ ก็ต้องฉลาดขึ้น แม่จึงบอกว่า ครั้งนี้ถือว่าทำทานเพราะเงินหาใหม่ได้ แต่ถ้าจะไปโกรธเคือง ฆ่าแกงให้เขาตาย เราจะเดือดร้อน คิดได้อย่างนั้นก็สบายใจ นับจากนั้นทำอะไรก็ตาม จะรอบคอบมาก อ่านเอกสารหลายครั้งและจะลงมือทำเองทุกอย่าง เพราะเมื่อก่อนขี้เกียจ ให้คนอื่นทำเอกสารให้ ที่พลาดเสียเงินเสียทองเยอะ ก็เพราะความขี้เกียจนี่แหละ
“ข้อต่อมาคือ ยอมรับความสูญเสีย เมื่อก่อนความสูญเสียเป็นเรื่องใหญ่ เคยกระเป๋าหาย โกรธแทบตายเป็นเดือนๆ แต่ทุกวันนี้ไม่เป็นแล้ว เวลาอะไรหายจะตั้งสติ ถ้าดูกล้องวงจรปิดแล้วรู้ว่ามีคนหยิบไป ก็จะเรียกเขามาคุย ถามเขาว่า เดือดร้อนหรือเปล่า มีอะไรให้ช่วยไหม บางคนเขายอมรับและแก้ไข บางคนปรับตัวไม่ได้ก็ต้องให้เขาจากไป
“การสูญเสียยังหมายถึงบางสิ่งที่เราปลุกปั้นมา เช่น เด็กบางคน เราสอน ฝึกเขามาเกือบตาย แต่กลับไปทำงานกับคู่แข่ง หรือแย่งงานเราก็มี เมื่อก่อนเศร้า โกรธ แต่ทุกวันนี้บอกตัวเองว่า ดีแล้ว เพราะฉันจะได้ฝึกเด็กคนใหม่ จะได้เป็นครูที่เก่งขึ้น อาจเหนื่อยหน่อยแต่ไม่เป็นไร หน้าที่ครูคือสอนคนให้เก่งเพื่อทำประโยชน์กับบ้านเมือง ก็ถูกแล้วที่เขาไป ทุกวันนี้จึงเป็นเพื่อนได้กับทุกคน
“แนวความคิดนี้อาจจะต่างจากครูสมัยก่อน ที่จะไม่ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ลูกศิษย์เพราะกลัวเก่งกว่าแล้วแย่งงานครู ความรู้จึงตายไปกับครู แต่สุดท้ายนะ ถ้าคนจะเก่งเขาก็เก่งอยู่ดี และจะขโมยความรู้จากคุณไปอยู่ดี ซึ่งอาจจะขโมยไปแบบผิดๆ ถูกๆ สู้สอนให้ถูกต้องจะดีกว่า
“ส่วนบทเรียนที่สำคัญสุดคือความรัก แต่ก่อนเวลารักใครจะหวง ตัวกู ของกู บางคนมีเจ้าของ เราก็พยายามเอาชนะ สุดท้ายก็ได้รู้ว่า ไม่เคยชนะเลยสักครั้งเดียว ยิ่งพยายามเอาชนะ ยิ่งเดือดร้อน ยิ่งเจ็บป่วยทั้งกายและใจ นับจากนั้นก็คิดว่า ถ้าเขาไม่รัก ไม่ว่ากัน เป็นเพื่อนกัน แล้วไปหาคนรักที่อื่น
แต่ส่วนใหญ่รักอยู่เพียงแป๊บเดียวก็จากไป ถามว่าที่เขาทิ้งเราเพราะอะไร คำตอบคือ บางครั้งเราก็ทิ้งเขาเหมือนกัน และบางครั้งเราไม่สามารถทำตัวให้น่ารักได้ตลอดเวลา ซึ่งฝืนทำอย่างนั้นคงเหนื่อยตาย”
ครูเล็ก – ภัทราวดี มีชูธน ผ่านการแต่งงานทั้งหมด 3 ครั้ง แต่ละครั้งเป็นอย่างไร
“ตอนแต่งงานครั้งแรก เราไม่ได้วิเคราะห์เลยว่าความรักคืออะไร คิดว่ารักก็คือรัก แต่พออยู่ไป รักกลับเจือจาง ก็คิดได้ว่าที่จางเพราะยังเด็ก ยังไม่พร้อม ไม่เข้าใจเรื่องหน้าที่ความรับผิดชอบ
“พอเจอรักครั้งที่สอง แม้จะได้บทเรียนจากครั้งแรกแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้วิเคราะห์ว่ารักคืออะไร แล้วก็มาค้นพบภายหลังว่า เขาไม่ได้ดีจริงอย่างที่คิด เพราะไม่ได้ศึกษาให้ดีว่าเป็นใครมาจากไหน มีวิถีชีวิตอย่างไร ก็ฉลาดขึ้นอีกนิด พอมาถึงรักครั้งที่สาม ครั้งนี้รีเสิร์ชเลย ประวัติเขาดูดีนะ ก็อยู่ด้วยกัน แต่สุดท้ายกลับพบว่าเรารักงานมากกว่าเขา จึงทิ้งเขาไป เมื่อไม่มีเวลาให้ สุดท้ายก็ต้องแยกทาง”
เสียใจไหมคะ ที่เลือกงานมากกว่าความรัก
“ไม่ค่ะ เพราะเป็นคนทำอะไรตามใจตัวเอง ที่เป็นแบบนี้เพราะถูกเลี้ยงมาแบบสปอยล์ด้วย มีความรู้สึกว่า อย่าแต่งงานอีกเลย เดี๋ยวเจออะไรอีกก็ไม่รู้ จึงหยุดและอยู่ตัวคนเดียว ซึ่งก็ดีกว่าจริงๆ สบายตัว เรามีเพื่อนน่ารักเยอะแยะ และความสัมพันธ์แบบเพื่อนดีอย่างคือ ไม่ต้องยึดติดหรือเป็นภาระกัน คิดถึงกันก็ชวนไปเที่ยว ไม่ว่างก็ไม่เป็นไร นอกจากนี้ยังมีงานที่รัก มีลูกศิษย์ที่ทำให้เวียนหัว (หัวเราะ) นี่ก็เป็นความรักแบบหนึ่ง
“ตอนนั้นได้เรียนรู้ว่า ความรักไม่จำกัดนิยามแค่คู่รัก มันกว้างกว่านั้น ทุกสิ่งบนโลกนี้เป็นรักได้ทั้งหมด จะหมู หมา กา ไก่ ต้นไม้ รักได้ทุกอย่างเลย หากเราไม่ยึดติดจะมีอะไรให้รักเยอะมาก ที่สำคัญ ทุกความรักต้องการเวลา เหมือนต้นไม้ที่ต้องรดน้ำ พรวนดิน จึงจะเติบโต ต่อมาได้ค้นพบว่า รักที่ไม่มีเซ็กซ์มาเกี่ยวข้องจะไม่ทุกข์ เพราะมีเมื่อไร ทุกข์จะเกิด ฉะนั้นเมื่อตัดเรื่องเซ็กซ์ออกไป ซึ่งสมควรตัดเพราะเราได้สร้างพลเมืองให้ประเทศนี้ถึง 4 คนแล้ว (หัวเราะ) ชีวิตคู่ก็ไม่จำเป็นแล้วล่ะ เมื่อรู้จักใช้ความรักให้มีความสุข ก็พบว่าดีจัง”
กว่าชีวิตจะค่อยๆ ตกตะกอน เชื่อว่าคงเจอปัญหามากมาย มีวิธีจัดการอย่างไรคะ
“ปัญหาเป็นเรื่องธรรมดา มีมาตลอดเวลา ไม่ต้องตกใจ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ก็แก้ไขไปอย่างปัญหาที่โรงเรียน เราแก้ได้ดีที่สุด ไม่ใช่ว่าเก่ง แต่เพราะสร้างมากับมือจึงเข้าใจมากกว่าคนอื่น แต่ก็ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่ทุกครั้งที่เกิดปัญหา จะอยู่แก้ไขที่โรงเรียนได้เสมอไป บางครั้งต้องให้คนอื่นช่วย ทุกวันนี้ยอมรับแล้วว่า เขาแก้ได้เท่าไหน ก็เท่านั้นแหละ แม้บางครั้งจะไม่ถูกใจเรา
“คำว่า ถูกใจเรา นี่สำคัญมากนะ แต่ก่อนทุกอย่างต้องถูกใจหรือได้ดั่งใจ ก็เรียนรู้จากการนั่งสมาธิและฟังธรรมะว่า คนอื่นจะมาได้ดั่งใจเราได้ยังไง เพราะใจเขา ใจเราไม่เหมือนกัน เกิดมาหน้าตาก็ไม่เหมือนกัน ความคิด ความอ่านก็ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้าจะพึ่งเขา ก็ต้องพึ่งเท่าที่เขาพึ่งได้ แต่ถ้าอยากได้ดั่งใจ ก็ต้องทำเอง ซึ่งบางครั้งขนาดลงมือทำเอง ยังไม่ได้ดั่งใจตัวเองเลย โมโหตัวเองก็มี แล้วจะไปคาดหวังคนอื่นได้อย่างไร การที่ทำอะไรแล้วไม่ได้ดั่งใจ แปลว่าความรู้ยังไม่พอ ไม่ใช่เราโง่หรือคนอื่นโง่นะ ไม่ต้องโทษใคร แค่ปล่อยวาง กลับบ้านอ่านหนังสือ นอนหลับ พรุ่งนี้ว่ากันใหม่ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ มีชีวิตที่ดีงามได้ง่ายกว่าสมัยก่อน เพราะปล่อยวางมากขึ้น”
อะไรทำให้หันมาฝึกนั่งสมาธิคะ
“เคยป่วยเป็นโรคซึมเศร้าค่ะ ตอนนั้นอกหัก จำไม่ได้ว่าเป็นรักครั้งไหน บวกกับสภาพร่างกายไม่แข็งแรง เพราะทำงานหนัก โรคซึมเศร้าจึงเกิดขึ้น ซึ่งที่จริงก่อนหน้านี้ไม่เคยมีปัญหาเรื่องงาน เพราะไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ตามมักจะสำเร็จ ไม่ใช่เพราะเก่ง แต่เพราะตั้งใจมาก บางครั้งก็มากเกินไปจนป่วย
“ช่วงที่ทำละครให้ช่อง 3 ตอนนั้นทำงาน 7 วัน 7 คืนไม่ได้พัก เช้าตื่นไปถ่ายละคร เย็นกลับไปเขียนบทถึงดึก แล้วเช้าก็ตื่นไปถ่ายละครต่อ ชีวิตวนอยู่อย่างนี้ 7 วันไม่ได้หยุด ร่างกายเริ่มแย่ จากที่เคยเขียนบทได้ลื่นไหล กลายเป็นเขียนอะไรไม่ออก นั่งเฉยๆ ก็ง่วง หรืออยู่ดีๆ น้ำตาก็ไหลแบบไม่มีสาเหตุ บางวันขับรถโผล่ไปพัทยาโดยไม่รู้ตัว และสิ่งที่ทำให้ใจขาดผึงทันทีคือ ตอนมีคนพูดว่า ‘เล็ก เธอน่ะหมดไฟแล้ว’ ใจไปเลยค่ะ ไฟหมดจริงๆ จนไม่เห็นคุณค่าตัวเอง จึงอยากเตือนว่า คำพูดสำคัญมากนะ เวลาเห็นเพื่อนทุกข์ อย่าทับถม แต่ให้รับฟัง”
แล้ว ครูเล็ก – ภัทราวดี มีชูธน ผ่านมาได้อย่างไรคะ
“ทำหลายอย่าง เริ่มจากหาหมอค่ะ การกินยาพอช่วยได้บ้าง แต่สำคัญกว่าคือต้องนอนและกินข้าวให้เยอะ หมอบอกว่าธรรมชาติของคนซึมเศร้าจะชอบอดข้าว อดน้ำ อดนอน ซึ่งสิ่งเหล่านี้สำคัญมาก เพราะถ้าร่างกายแข็งแรง จิตใจจะแข็งแรงตาม แต่สิ่งที่ทำให้อาการดีขึ้นคือนั่งสมาธิแบบทรานเซนเดนทัล (Transcendental Meditation เรียกย่อๆ ว่า TM คล้ายการนั่งสมาธิ ต่างตรงที่ไม่ได้เพ่งจิตไปที่ลมหายใจ แต่จะโฟกัสวลีที่เปล่งออกมาเพื่อก้าวข้ามความคิดลบ) ซึ่งเพื่อนแนะนำมาอีกที เพราะเขาเห็นสภาพดิฉันไปเที่ยวแล้วเมาตกเก้าอี้ หน้าตาก็ทรุดโทรม พอเพื่อนแนะนำมาอย่างนั้นก็ไปเลย วิธีไหนก็ได้ขอให้หายป่วย
“จำได้ว่าปฏิบัติจบวันแรกพอกลับถึงบ้านยิ้มเลย พี่เลี้ยงถึงกับทักว่า สดใสขึ้นนะ เพราะไม่ได้เห็นดิฉันยิ้มมาหนึ่งปีแล้ว พอทำแล้วรู้สึกดีก็กลับไปปฏิบัติอีก แล้วหลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันคือคุณแม่เสีย ตอนนั้นตกใจมาก ไม่เคยคิดว่าท่านจะเสีย ถึงชีวิตที่ผ่านมาจะบู๊ ดื้อกับท่านตลอด แต่วันไหนที่แย่ก็ยังมีแม่อยู่ในชีวิต
“ตอนนั้นเพื่อนๆ ชวนไปนั่งสมาธิ-วิปัสสนา เหมือนที่พระท่านปฏิบัติ เพื่อนบอกว่าแม่จะได้บุญนะ ดิฉันคิดว่า ทำอะไรก็ได้ให้แม่ได้กุศล เพราะไม่ค่อยได้ทำอะไรให้ท่านเลยตอนที่ท่านมีชีวิต จึงเข้าคอร์สวิปัสนา 8 วัน ด้วยอาชีพนักแสดงที่ถูกสอนมาว่า ทำอะไรก็ตาม ขอให้ทำด้วยความจริงจัง ก็ตั้งใจมาก ยอมรับว่ายากมาก วันแรกงกๆ เงิ่นๆ พอเข้าวันที่ 4 ต้องทำวิปัสสนาด้วย รู้สึกเหมือนใกล้ตาย ปวดตามเนื้อตัวยิ่งกว่าคลอดลูก
พยายามรีแล็กซ์ก็ไม่หาย แต่พอเข้าวันที่ 6 เริ่มนั่งได้ คิดแค่การหายใจเข้าออก ซึ่งศิลปะการละครก็เคยสอน แต่สอนเพื่อนำมาใช้กับบท ขณะที่การหายใจเข้า-ออกทางพุทธคือไม่ไปยุ่งกับมัน สักพักจะรับรู้ลมหายใจน้อยลง จนกระทั่งลืมไปว่ากำลังหายใจอยู่ เงียบสงบมาก ช่วยล้างจิตใจที่มีความทุกข์ ความเกลียด โกรธ ให้ออกไป ก็เริ่มเข้าใจที่พระท่านสอนเรื่องการปล่อยวาง”

ถ้าอย่างนั้น การปล่อยวางคืออะไร
“มีทุกข์ก็หนีไม่พ้น สู้กับทุกข์ก็เหนื่อยเปล่า เหมือนเวลาที่เราเจ็บเมื่อยตัวจากการนั่งวิปัสสนา ถ้าอยู่เฉยๆ ไม่โฟกัสกับความเจ็บปวด มันจะหายไปเอง เรานั่งก็เพลิน ดิ่งเข้าไปในสมาธิ รู้สึกโล่งว่าง เป็นความสุขที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่พอเริ่มสบายก็กลับมาปวดอีกครั้ง ก็ต้องวางเฉยเสีย นี่จึงเป็นที่มาที่อาจารย์สอนว่า อย่ายินดียินร้ายกับทุกข์หรือสุข ให้รู้ว่าเกิดขึ้นแล้วปล่อยวาง
“เพราะฉะนั้นการสู้ความทุกข์หรืออยากเอาชนะ ไม่เวิร์คหรอก แต่ยอมแพ้ก็ไม่ใช่เพราะใจไม่ยอม คำตอบคือ เราอยู่เฉยๆ ได้ แล้วความทุกข์จะหายไปเองโดยธรรมชาติ ปัญญาก็จะเกิด หลังจากชีวิตดีขึ้น พอกลับมาทำงาน กลายเป็นว่าสามารถสั่งงานได้เป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งที่แต่ก่อนในหัวสับสนอลหม่าน จึงเริ่มปฏิบัติมาเรื่อยๆ โรคซึมเศร้าก็หาย จิตใจแจ่มใสขึ้น ไม่เครียด นอนหลับง่าย หากเริ่มกลับมาหงุดหงิดงุ่นง่าน ก็จะนั่งหรือนอนสมาธิ ซึ่งทุกวันนี้ก็ฝึกมา 30 ปีแล้ว
“นอกจากการนั่งสมาธิ อีกสิ่งที่ช่วยให้หายคือการพักผ่อน การป่วยครั้งนี้สอนว่า มนุษย์ต้องมีวันพัก ให้โอกาสตัวเองไปดูคอนเสิร์ตดีๆ หาหนังที่ตื่นเต้นดูบ้าง เพื่อให้เอนโดรฟินทำงาน จะได้ออกจากปัญหาเดิมๆ
“แต่ด้วยนิสัยที่ทำอะไรเอ็กซ์ตรีม เมื่อเห็นว่าทำสมาธิแล้วชีวิตดีขึ้น ก็คิดถึงขั้นว่าอยากจะไปอยู่ป่า ปฏิบัติธรรมอาศัยในถ้ำเหมือนพระ จะได้อยู่กับความเงียบสงบ ตอนนั้นก็ไปปรึกษาท่านอาจารย์วสิษฐ เดชกุญชร ซึ่งท่านสอนเรื่องการปฏิบัติธรรม ก็ถามท่านว่า ไปอยู่ป่าดีไหม ท่านตอบว่า ‘ถ้าเล็กถามอย่างนี้ แสดงว่ายังไม่พร้อม และถ้าไปอยู่ป่าตอนนี้ คงจะทำให้ลิงค่างเดือดร้อน เพราะเธอคงไปทำละครลิง (หัวเราะ) ลูกเต้าก็ยังไม่โต อยู่ทำหน้าที่แม่ให้สำเร็จเรียบร้อยดีก่อน จะไปไหนค่อยว่ากันอีกที’ ก็เห็นจริงอย่างที่อาจารย์ว่า จึงตัดสินใจไม่ไป แต่ก็ยังฝึกทำสมาธิต่อไป”
ทุกวันนี้ยังมีความคิดอยากไปอยู่ป่าไหมคะ
“อยู่ทางสายกลางอย่างนี้ดีที่สุดแล้ว คืออยู่กับโลกมนุษย์ครึ่งหนึ่ง เพื่อให้มีประโยชน์กับสังคม และอยู่กับธรรมะอีกครึ่งหนึ่ง แต่เมื่อวันหนึ่งที่หมดแรงหรืออยากพัก คงจะไปอยู่ป่าเองโดยไม่ต้องถามใคร เพียงแต่ตอนนี้รู้แล้วว่า ไม่สำคัญอีกแล้วที่จะนั่งสมาธิเพื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์ หรือต้องนิพพาน และเราเองก็ไม่กล้าเอื้อมสูงขนาดนั้น เพียงแค่อยากจะไปอย่างสงบ เมื่อก่อนอาจจะอยากรู้ว่า สงบแบบที่พระอรหันต์ท่านสงบนั้น เป็นอย่างไร แต่ได้คำตอบว่าไม่จำเป็นแล้วล่ะ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การทำตัวให้มีประโยชน์กับคนอื่นในขณะที่ยังมีกำลังวังชา”
ทุกวันนี้ครูเล็กให้ความสุขกับตัวเองอย่างไร
“ทำงานค่ะ ทุกวันนี้มีความสุขที่ได้ไปโรงเรียน ได้สอนเด็ก ได้ไปหาความรู้ให้ตัวเอง จริงๆ ขอบเขตของงานไม่ใช่แค่อาชีพครู เพราะดิฉันถือว่า ถ้าต้องแต่งตัวออกจากบ้านทุกอย่างคืองาน ไปกินข้าวกับพี่สาวก็เป็นงาน เพราะฉะนั้นชีวิตจึงมีอะไรให้ทำตลอด ถ้าไม่ทำงานก็คือป่วย พออาการดีขึ้น ก็จะรีบขอคุณหมอกลับบ้านทันที
จนโรงพยาบาลต้องให้เซ็นเอกสารอยู่บ่อยครั้งว่า หากเกิดอะไรขึ้น โรงพยาบาลจะไม่รับผิดชอบเพราะคนไข้ขอกลับบ้านเอง (ยิ้ม) เราแค่รู้สึกว่า ถ้าหายดีแล้ว จะนอนไปทำไม ลุกไปทำประโยชน์ดีกว่า”
สิ่งสำคัญที่สุดในวัย 77 คืออะไรคะ
“การรักษาสุขภาพ เพราะร่างกายเริ่มเสื่อมโทรม เป็นหน้าที่ต้องดูแลตัวเอง ไม่ให้เป็นผู้ป่วยติดเตียงหรือเป็นภาระลูกหลาน หากวันหนึ่งจากไป อยากไปโดยไม่เป็นภาระกับใคร ซึ่งจะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นกับการดูแลตัวเอง ที่สำคัญคือ การมีสุขภาพแข็งแรงจะทำให้มีแรงทำงานที่เรารักไปเรื่อยๆ
“ทุกวันนี้ดูแลตัวเองด้วยการกินอาหารที่ดี พยายามรับประทานให้น้อยมื้อ ใช้ระบบ 8/8 คือ กิน 8 ชั่วโมง หยุดกิน 8 ชั่วโมง แต่ละมือกินผักให้เยอะหน่อย ไม่ถึงขั้นเข้มงวดมาก ต้องฟังร่างกายด้วย บางวันอยากกินเนื้อก็กิน แต่ต้องรู้จักห้ามปราม เช่น ของหวาน นานๆ ทีกินได้ หรืออย่างไก่ อย่ากินเยอะ ไม่อย่างนั้นจะเป็นเก๊าท์ ส่วนน้ำอัดลมไม่ทานมาหลายปีแล้ว ต้องขอบคุณสามีคนที่ 3 ที่ไม่ให้ซื้อเข้าบ้านเลย
“ข้อต่อมาคือ ออกกำลังกาย โรงเรียนภัทราวดี หัวหิน มีพื้นที่กว่า 200 ไร่ ถึงแม้ทุกวันนี้จะขับรถกอล์ฟไปมาในโรงเรียน แต่พยายามเดินให้เยอะเพราะไม่ชอบเล่นกีฬา ถ้าอยู่บ้านจะยกเวทหนัก 1-2 กิโลบ้าง รวมถึงแกว่งแขนเพื่อให้ข้อต่อยืดหยุ่น
ที่สำคัญพยายามนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง ทุกวันนี้เข้านอนแต่หัวค่ำ ตื่นตี 4 ซึ่งดีนะ เพราะตื่นเช้าสมองใส เป็นช่วงเวลาที่จะได้เคลียร์งานสำคัญ อยากแนะนำว่าถ้ามีทุกข์ มีปัญหา เข้านอนเลย ตอนเช้าจะคิดได้เอง ถ้าเสียเวลาคิดตอนกลางคืน คิดอย่างไรก็นึกไม่ออก เพราะสมองเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”
ท้ายสุดแล้ว คุณค่าชีวิตคืออะไรคะ
“ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้เป็นประโยชน์ ทุกวันนี้ไม่ค่อยกังวลอะไรแล้ว คนเราจะตายเมื่อไรก็ได้ ซึ่งดิฉันไม่กลัวความตาย แต่ไม่อยากรีบตาย คือเคยมีช่วงหนึ่งที่อยากตายเพราะเบื่อชีวิต (หัวเราะ) คือแค่สงสัยว่าเมื่อไรจะตายสักทีเพราะอยู่มานานแล้ว ถึงขั้นทำหนังสืองานศพเสร็จเรียบร้อยก็ยังไม่ตาย จึงคิดว่าไหนๆ ยังไม่จากไป ก็น่าจะทำชีวิตที่เหลืออยู่ให้มีความสุขและมีประโยชน์จะดีกว่า
“เพราะฉะนั้นถ้าใครให้โอกาสทำอะไร หากมีความสามารถทำได้ก็จะทำ มีอยู่ปีหนึ่งที่ตั้งNew Year Resolution ไว้ว่า ปีนี้ใครให้ทำอะไร จะทำให้หมดเลย ก็ทำอย่างนั้นทั้งปี เหนื่อยแต่สนุก จนปีถัดไป เพิ่มเงื่อนไขว่า ถ้าใครอยากจะให้เราทำอะไร สิ่งนั้นต้องมีประโยชน์ต่อสังคม ต่อตัวเรา และเราได้ความรู้เพิ่มขึ้นถึงจะทำ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่คนอื่นทำได้ ก็ให้โอกาสเขาไป
“ท้ายสุดแล้ว ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตดีเสมอ ในวิกฤตยังมีโอกาส และในโลกนี้ มีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี ถ้าเรามองในสิ่งที่ดี จะสบายใจ เพราะไม่รู้ว่าจะยึดติดกับความไม่ดีที่มีแต่ทุกข์และไม่เจริญไปเพื่ออะไร ค่อยๆ เรียนรู้กันไปค่ะ
เรื่อง Fai
ภาพ อิทธิศักดิ์
ผู้ช่วยช่างภาพ ธีรวัฒน์ พรหมณีวัฒน์