ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา

เจาะลึกสัญชาตญาณมนุษย์กับ ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร

            “อย่าไว้ใจใครแม้กระทั่งเพื่อนที่รู้จักกันมา 10 ปี คุณรู้จักไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ จะคบใครให้ชั่งใจ เพราะไม่มีอะไรเป็นไปตามที่เราคาดหวังทั้งหมด”

            เมื่อคดีฆาตกรรมเกิดขึ้น หนึ่งในปริศนาที่เราต่างสงสัยคือ คนร้ายก่อเหตุเพราะอะไร

            หนทางที่จะแคะความซับซ้อนของจิตใจ เรียกว่า  อาชญาวิทยา ศาสตร์ที่จะช่วยหาสาเหตุของการเกิดอาชญากรรม และหนึ่งในนักอาชญาวิทยาที่มีชื่อเสียง ด้วยสไตล์การพูดตรงไปตรงมา จนได้รับเชิญออกรายบ่อยครั้ง คือ ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

            ถึงแม้จะผ่านยุคหินมาหลายล้านปีจนถึงยุคสมัยที่ความเจริญล้นเอ่อ แต่จิตใจของมนุษย์ยังยากแท้หยั่งถึง คำถามคือเราจะไว้ใจใครได้มากน้อยแค่ไหน

            คำตอบอยู่ในบทสนทนานี้

ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา

ทราบมาว่าอาจารย์เติบโตในครอบครัวมราคุณปู่และคุณพ่อเป็นตำรวจ ที่บ้านปลูกฝังเรื่องไหนเป็นพิเศษคะ

            “เป็นลูกตำรวจต้องอดทน จำได้ว่าสมัยเด็ก ถ้าผมร้องไห้ เวลาที่บ้านพูดประโยคนี้ จะหยุดร้องทันที นอกจากนี้พ่อจะปลูกฝังเรื่องความถูกต้อง ถ้าเห็นสิ่งผิดจะอยู่เฉยไม่ได้ จำได้ว่า สมัยเด็กเวลาขับรถไปต่างจังหวัดแล้วเจออุบัติเหตุข้างทางเช่น รถชนกัน พ่อจะหยุดรถทันที แล้วประสานงานกับเจ้าหน้าที่ ท่านไม่เคยปล่อยผ่าน

            “ที่ผ่านมาผมเห็นการทำงานของพ่อมาตลอด ตั้งแต่ท่านมียศเป็นนายร้อย จนถึงวันที่เป็นรองผู้บัญชาการภาค พ่อไม่เคยเล่ากับผมตรงๆ ว่าตำรวจทำงานอย่างไร แต่จะรับรู้ทางอ้อมเมื่อท่านคุยกับแม่ และเห็นเวลาพ่อโดนตามตัวไปทำภารกิจ จึงมีความฝันอยากเป็นตำรวจเพราะอยากไล่จับคนร้ายครับ

            “เพราะฉะนั้นตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผมจึงเลือกเรียนคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา สาขาวิจัยทางสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะอยากรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์และการเบี่ยงเบนของคน พอเรียนจบก็รับราชการตำรวจครับ”

พอได้เป็นตำรวจ เหมือนที่ฝันไหมคะ

            “มีทั้งจุดที่ชอบและไม่ชอบ เรื่องที่ชอบคือ ต้องจับคนไม่ดีและปกป้องคนดี แต่ในขณะปฏิบัติงานจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป เรามีจำนวนตำรวจที่นั่งทำงานเอกสารมากเกินไป ในขณะที่หน่วยบู๊แทบไม่มีทักษะการทำงาน เช่น ทักษะการอ่านภาษากาย เพราะสมัยนั้นยังไม่มีการสอนอาชญวิทยา บวกกับบางครั้งตำรวจก็ทำเรื่องไม่ถูกต้องเสียเอง เช่น เรื่องเงินใต้โต๊ะซึ่งดูไม่มีศักดิ์ศรี จึงรู้สึกว่าอาชีพนี้ไม่ตอบโจทย์

            “เพราะฉะนั้นพอเป็นตำรวจได้ 3 ปี ผมตัดสินใจพักงาน บินไปเรียนคณะศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาอาชญาวิทยาและกระบวนการยุติธรรม จาก University of Portsmouth ประเทศอังกฤษ โดยใช้เงินทุนตัวเอง ซึ่งเป็นการเรียนที่เปิดโลกมาก”

เปิดโลกขนาดไหน

“ผมได้เรียนกฎหมายเปรียบเทียบของประเทศต่างๆ ทั่วโลก เมื่อมาเปรียบเทียบกับบ้านเราก็รู้สึกว่า สมควรถูกรื้อทั้งระบบ อย่างญี่ปุ่น ถ้ามีคนในบ้านทำความผิดหนึ่งคน หากมีญาติเป็นนักการเมืองหรือข้าราชการ ญาติต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกเพื่อรักษาเกียรติไว้ แต่ในประเทศไทย บางคนก่อเหตุแล้วยังคงหน้าด้านทำงานต่อไป อาจเพราะเราตีความ คำว่า เกียรติ และศักดิ์ศรีไม่เหมือนสากลโลก เราอาจมองว่าเกียรติและศักดิ์ศรีคือการใส่ชุดขาวหรือเป็นเจ้าคนนายคน ซึ่งเป็นการปลูกฝังที่พังพินาศ

“นอกจากนี้หลักสูตรการเรียนระดับปริญญาโทที่นั่นก็ลึกมาก เหมือนเรียนปริญญาเอกเลยครับ เขาได้นำอดีตนักโทษมาเป็นอาจารย์ สอนตั้งแต่กระบวนการทำความผิด แนวคิดของผู้ต้องขังในคดีต่างๆ เขาจึงแชร์ประสบการณ์จริงได้ และที่สำคัญอาจารย์ที่นั่นรับฟังความเห็นจึงรู้สึกว่าความคิดของเรามีคุณค่า ซึ่งตอนนั้นผมได้มีโอกาสออกแบบการลงโทษคดีที่เกิดขึ้นจริในเมืองพอร์ทสมัธที่ผมไปเรียนด้วย

“เหตุการณ์มีอยู่ว่า มีคนร้ายชื่อเควิน อายุ 17 ปี ได้หลอกเด็กอายุ 12-13 จำนวน 3 คนไปสวนสาธารณะ โดยเควินได้ใช้มือกระทำชำเราเด็ก ในที่เกิดเหตุมีเบียร์อยู่ 3 กระป๋อง ผมเสนอบทลงโทษไปว่า หลัง 6 โมงเย็นเป็นต้นไป ควรกักบริเวณเควินให้อยู่แต่ในบ้าน, เช็คประวัติการใช้งานคอมพิวเตอร์ทุกเดือนที่มารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่เพื่อดูว่าเขาส่องอะไรบ้าง, สั่งห้ามเข้าใกล้เหยื่อในระยะ 100 เมตร และถ้าเขาจะทำงาน ต้องทำที่ฟาร์มห่างไกลผู้คน อาจารย์ฟังแล้วไม่ได้ค้านอะไร แต่ตั้งคำถามกลับว่า หากเรากันเควินออกจากสังคมขนาดนี้ เขาจะเรียนรู้การกลับเข้าสู่สังคมอย่างไร?  พอได้ฟังก็คิดได้  ที่อาจารย์พูดก็จริงอยู่นะ ความคิดของผมอาจสุดโต่งเกินไป ที่อยากจะลงโทษเขาให้เข็ดหลาบ

“สุดท้ายเควินถูกลงโทษด้วยการทำงานที่ซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นเด็กหลังร้านเพื่อไม่ต้องปะทะกับผู้คน แต่ก็ไม่ถึงขนาดตัดขาดสังคม ต่อมาคือติดกำไลข้อเท้า ห้ามออกจากบ้านหลัง 2 ทุ่มถึงตี 5 และห้ามดื่มแอลกอฮอล์ในเคหะสถาน ผมชอบที่แต่ละประเทศได้นั่งถกกันและอาจารย์รับฟังความเห็นรวมถึงนำไอเดียของเราไปใช้จริง นอกจากนี้ผมยังลงคอร์สเรียนการใช้ภาษากายที่อังกฤษที่สถาบัน Carole Railton FRSA เป็นการปฏิบัติจริง ได้เก็บเคส สัมภาษณ์ผู้ต้องขัง แม้จะกลับมาเมืองไทยก็ยังต้องสัมภาษณ์ผู้ต้องขังเพื่อแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ จนกระทั่งได้ใบรับรองผู้เชี่ยวชาญด้านภาษากาย จนถึงทุกวันนี้ ผมก็ยังเรียนรู้ไม่หมดครับ ยังต้องอัพเดทความรู้อยู่เรื่อยๆ

“ผมใช้เวลาเรียนที่ต่างประเทศราว 16 เดือนก็กลับมาทำงานตำรวจต่อ 16 เดือน เพราะต้องทำงานให้ได้เท่ากับจำนวนวันที่ลาไป ระหว่างทำงานก็เรียนต่อปริญญาเอก ในสาขาอาชญาวิทยาและงานยุติธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปด้วย พอเรียนจบก็ตัดสินใจลาออกจากการเป็นตำรวจ”

ชีวิตหลังจากนั้นเป็นอย่างไรคะ

            “ผมสมัครงานเป็นผู้ช่วยทูตอิตาลี แต่ก็ยังทำงานสายเดิมคือตำรว แต่ดูแลเฉพาะเคสที่เกี่ยวข้องกับคนไทยและคนอิตาลี ซึ่งส่วนใหญ่คนไทยจะเป็นผู้ก่อเหตุ อย่างช่วงโควิด เคยมีเคสคนอิตาลีมาร้องเรียนว่า เขาสั่งซื้อถุงมือยางกับหน้ากากอนามัยจากไทย แต่คนไทยส่งแค่ตู้คอนเทนเนอร์เปล่าไปให้แล้วเก็บเงิน 10 ล้าน ส่วนใหญ่จะเป็นคดีในแนวนี้ หลังจากทำงานได้ 2 ปีก็ตัดสินใจลาออก เพราะรู้ตัวแล้วว่าอยากเป็นอาจารย์ เนื่องจากเป็นอาชีพที่ได้ถ่ายทอดความรู้ที่มีได้ตรงสุดแล้ว

“แต่สุดท้ายกว่าจะได้เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมหิดลอย่างวันนี้ ต้องเจอกับการคอร์รัปชั่นสองรอบ รอบแรกเกิดกับมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อว่าระดับท็อป ของประเทศ ตอนนั้นผมผ่านการคัดเลือกจนถึงรอบสุดท้าย คือรอแค่สอบสอน ซึ่งค่อนข้างมั่นใจว่าน่าจะมีโอกาส เพราะเกรดเฉลี่ยไม่ได้ขี่เหร่ อยู่ที่ 3.9 และได้เกียรตินิยมจากต่างประเทศ แต่ยังไม่ทันสอบ เขาก็ประกาศผู้ที่ได้บรรจุเสียก่อน

“ครั้งที่สอง ผมไปสมัครเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชน ทำงานได้ 2 เดือน มีโต๊ะทำงาน มีตารางสอนแล้ว และแผนกบุคคลโทรมาคุยเรื่องเงินเดือนเรียบร้อย พอถึงวันสุดท้ายของการเซ็นสัญญาเพื่อบรรจุเป็นอาจารย์ประจำ ทางมหาวิทยาลัยกลับโทรมาบอกว่า จะไม่รับผมในตำแหน่งอาจารย์ประจำ แต่ให้เป็นอาจารย์พิเศษแทน ซึ่งมาบอกผมในวันสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ ปิดรับสมัคร ผมจึงตัดสินใจลาออกกลางคันเพราะรับวิธีการนี้ไม่ได้

 “สุดท้ายก็ได้มาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งสอนมาได้ 4 ปีกว่าๆ สนุกมากครับ เพราะเด็กเจนนี้เก่ง ซึ่งถ้าเราไม่เก่งจริง เด็กจะไม่ศรัทธาจึงต้องอัพเดทตัวเองเสมอ และต้องรู้ทันเด็ก เพราะเดี๋ยวนี้เขาใช้เอไอทำงานเยอะ ก็ต้องมีวิธีการแก้เกมส์ เช่น ผมจะเอาโจทย์ที่ตัวเองคิด ส่งให้ Chat GPT ตอบหลายๆ แบบ เพื่อที่เราจะได้รู้ว่า มันตอบแนวไหน หากมีนักศึกษาตอบคล้ายกัน ก็เท่ากับว่าให้เอไอทำการบ้านแทน ซึ่งถ้าผมจับได้จะติด 0 โดยไม่มีข้อแก้ตัว เด็กจึงกลัวมาก รวมถึงงานที่ส่งผม ต้องเป็นการเขียน ห้ามพิมพ์ และงดใช้โทรศัพท์ในห้องเรียน ผมสนใจกระบวนการทำงานมากกว่าผลลัพธ์ เพราะต่อให้งานเพอร์เฟค แต่ใช้เอไอทำก็ไม่เกิดประโยชน์

 “นอกเหนือจากงานวิชาการ ก็คืองานบริการวิชาการ งานวิจัย รวมถึงงานการทนุบำรุงศาสนาและวัฒนธรรม อย่างานบริการวิชาการ คือการบรรยาย ให้ความรู้เกี่ยวกับคดีต่างๆ เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญตามคดี”

เคยเจอเคสที่รู้สึกว่า ผู้ร้ายเก่งและฉลาดมากไหมคะ

            “เคยครับ เคสนี้ย้อนกลับไปหลายปี ผู้ต้องหาชื่อน้องตูน เป็นเด็กผู้หญิง อายุ 17 ย่าง 18 โดนจับคดีมียาเสพติดในครอบครอง 20 กิโลกรัม ตอนนั้นผมต้องทำงานวิจัยในเรือนจำจึงได้มีโอกาสไปคุยกับน้องในคุก จึงได้รู้ว่าเขาทำงานให้กับนักธุรกิจสีเทา ซึ่งเป็นผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ นักธุรกิจคนนี้ให้โอกาสตูนลองขายยาล็อตใหญ่ ซึ่งตูนก็ฉลาด แม้จะไม่ได้เรียนจบวิศวะ แต่สามารถสร้างเครื่องบินบังคับระยะไกลได้และใช้เครื่องบินนี้ส่งยาบ้าที่เรือนจำเขาดินจนเป็นข่าวดัง ไม่เพียงเท่านั้นก่อนจะถูกจับได้ เธอกำลังประดิษฐ์พารามอเตอร์ไร้ขนขับเพื่อส่งยา ผมอยากรู้ว่าทำไมคนเก่ง อัธยาศัยดี ฉลาด พูดรู้เรื่อง แถมไม่เคยเสพยา จึงตัดสินใจทำความผิด

            “ปมของตูนมาจากการมีครอบครัวฐานะยากจน ไม่ได้เรียนหนังสือ แต่รายได้จากการค้ายา ทำให้เธอมีเงินซื้อทุกอย่าง มีบ้าน มีรถป้ายแดง เวลาที่เล่า ตูนพูดด้วยแววตาที่ภูมิใจ ซึ่งทุกวันนี้เธอโดนจำคุกตลอดชีวิต

            “ปกติแล้วธรรมชาติมนุษย์จะแบ่งเป็นประเภท คนที่ท้อแท้, คนที่สู้ และคนที่ใช้ทางลัด ในทางอาชญวิทยาจะมีทฤษฎีความกดดัน เรียกว่า American dream เป็นความกดดันที่ทุกคนอยากประสบความสำเร็จ เช่น อยากรวย อยากมีบ้าน มีรถ แต่ละคนจะมีหนทางใช้ชีวิตเพื่อไปสู่เป้าหมายนั้น ถ้าคนที่สู้ก็จะตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงาน เก็บเงิน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข ส่วนคนที่ท้อแท้จะรู้สึกว่า สิ่งเหล่านี้ยากเกินไป ขอเล่นยาไปวันๆ ไม่สนใจโลก ส่วนพวกที่ใช้ทางลัดคืออยากรวยเหมือนกัน แต่การเดินตามครรลองนั้นยาก คู่แข่งเยอะ ถ้าเกิดมาบ้านจน ต้นทุนก็จะสู้คนอื่นไม่ได้ ต้องซิกแซก เขาจึงต้องก่ออาชญากรรมเพราะมันง่ายกว่าและได้เงินมากกว่าต้องยอมรับว่า สังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงเพราะไม่เท่าเทียมตั้งแต่แรก”

ถ้าลดความเหลื่อมล้ำ อาชญากรรมจะลดลงไหม

“ลดแน่นอนครับ ความเท่าเทียมและการศึกษาคือพื้นฐานสำคัญ ถ้าคนมีการศึกษา มีจิตสำนึก การกระทำความผิดจะลดลง แต่จะทำอย่างนั้นได้ การศึกษาบ้านเราต้องเท่าเทียมกันก่อน ทุกวันนี้เรายังแย่งกันเข้าโรงเรียนดังอยู่เลย หรือลองดูคุณสมบัติของครูก็ได้ครับ คณะครุศาสตร์เป็นคณะที่คะแนนต่ำ และผมไม่ได้เหมารวมทุกคนนะ แต่ก็มีอยู่หลายคนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติดจึงไปเรียนครูเพราะเข้าง่าย จึงเท่ากับว่าคุณเอาเด็กเรียนไม่เก่งไปสอนเด็กทั่วประเทศ

“หรืออย่างช่วงที่ผ่านมา มีการประกาศเกณฑ์สอบผ่านโทอิคว่า ครู ต้องได้คะแนน 400 เต็ม 990 มีคนออกมาประท้วงว่าเกณฑ์นี้สูงเกินไป ต้องลดคะแนนลง คำถามคือเด็กไทยจะพูดภาษาอังกฤษได้อย่างไรล่ะครับถ้าครูเป็นอย่างนี้?  ในขณะเดียวกัน เด็กเรียนเก่งก็ไม่อยากเป็นครูเพราะได้เงินเดือนน้อยซึ่งข้าราชการได้เงินเดือนน้อยจริงๆ เพราะฉะนั้นถ้าอยากแก้ ต้องรื้อทั้งระบบ

            “กลับมาที่การก่ออาชญากรรม ปัจจัยที่จะหล่อหลอมให้คนคนหนึ่งตัดสินใจเป็นอาชญากร เกิดจากปัจจัยหลายทั้งสภาพแวดล้อมที่บ้าน การศึกษา พันธุกรรม โรคทางจิต ความแร้นแค้นทางเศรษฐกิจ หรือสถานการณ์รอบตัวที่ทำให้จำใจต้องก่อเหตุ”

อาจารย์ชอบศึกษาคดีอาชญากรรมแนวไหนคะ

            “ฆาตกรต่อเนื่องครับ เพราะเป็นโลกมืดที่น่าสนใจและจิตใจมนุษย์ซับซ้อนที่สุด เวลาวิเคราะห์ฆาตกรต่อเนื่องไม่ใช้การวิเคราะห์เหมือนคดีทั่วไป หากอยากวิเคราะห์คนร้าย ต้องอาศัยหลายศาสตร์ ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคม จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และการฆ่าต่อเนื่องมีหลายรูปแบบ เช่น การฆ่าต่อเนื่องที่มีแบบแผนชัดเจน คือเหยื่อจะมีลักษณะเหมือนกัน เช่น ผู้หญิงผมยาว กับอีกแบบคือฆ่าไปเรื่อยหรือแรนดอม แต่มีหมวดหมู่ครอบคลุม อย่างในคดีสมคิด พุ่มพวง ที่ฆ่าแบบไม่สนใจรูปลักษณ์ แต่จะฆ่าเฉพาะคนขายอาชีพบริการ

            “คำว่า ฆาตกรต่อเนื่องมีคำจำกัดความอยู่ ในปี 1970 หมายถึงการฆ่าคนตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป พอปี 1990 ก็ลดจำนวนเหลือ 3 ศพ เพราะทางการไม่อยากรอให้ฆ่าถึง 4 ศพแล้วค่อยระบุว่าเป็นการฆาตกรต่อเนื่อง  ไม่อย่างนั้นจะจับผู้ร้ายไม่ทันการ และตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ก็เปลี่ยนหลักการใหม่ว่าฆ่าแค่ 2 ศพก็คือว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่องแล้ว สำหรับระยะห่างในการฆ่า สามารถวัดได้ตั้งแต่หลักชั่วโมงจนถึง 10 ปี เช่น ปีแรกฆ่า 1 ศพ พอปีที่ 10 ฆ่าอีกศพ ก็ถือว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่องได้เช่นกัน

            “แต่บางครั้งข่าวฆาตกรต่อเนื่องในไทย ไม่ได้สร้างการตระหนักรู้ที่ชัดเจน เช่น มีคดีที่พ่อฆ่าลูกตัวเอง 3 ศพ โดยเอาไปฝังดินที่ต่างจังหวัด ที่จริงคดีนี้เข้าข่ายฆาตกรต่อเนื่อง แต่เวลาเราเสิร์ชในอินเตอร์เน็ตว่า ฆาตกรต่อเนื่องในเมืองไทยมีกี่เคส ข่าวนี้กลับไม่ได้ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่นี้ จึงควรสร้างการรับรู้กันใหม่”

เพราะอะไรคนกลุ่มนี้ ถึงอยากฆ่าคนจำนวนมาก

            “เกิดจากปมในใจไม่มากก็น้อย แต่อย่างน้อยต้องมีปม ถึงจะฆ่าคนได้ต่อเนื่อง และคนร้ายจะมีบุคลิกภาพแบบต่างๆ เช่น โซซิโอพาธ  (Sociopath โรคบุคลิกภาพผิดปกติที่ต่อต้านสังคม) หรือ ไซโคพาธ (Psychopath  บุคคลที่ขาดความเห็นอกเห็นใจ ขาดความยับยั้งชั่งใจ ใช้ความรุนแรง) ซึ่งโรคทางจิตที่รุนแรงสามารถส่งต่อทางสายเลือดได้ เพราะเป็นกรรมพันธุ์ สมมุติว่าถ้าพ่อเป็นฆาตกรต่อเนื่อง ลูกก็มีแนวโน้มที่ฆ่าได้เช่นกัน แต่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์เสมอไป

            “เคยมีเคสศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาคนหนึ่งชื่อ เจม ฟอลลอน ได้ศึกษาสมองฆาตกรต่อเนื่องมายาวนาน จนพบว่าสมองของฆาตกร มีความผิดปกติ โดยจะมีการหดตัวของสมองในส่วนอะมิกดาลา (Amygdala) ซึ่งจะทำหน้าที่ประมวลอารมณ์ โดยเฉพาะความกลัว ก้าวร้าว รวมถึงการหดหัวของสมองส่วนที่เรียกว่า แอนทีเรีย ซิงกูเลต คอร์เท็กซ์ (Anterior cingulate cortex) ทำให้ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ ความก้าวร้าว และขาดความเห็นอกเห็นใจ เขาศึกษาสมองฆาตกรมาได้ระยะหนึ่ง ก็ไม่พบเคสใหม่ๆ จึงปรึกษาแม่ว่า จะศึกษาในแง่ไหนต่อไปดี แม่ก็บอกว่า ลองศึกษาสมองตัวเองดูสิ เพราะญาติของเธอขึ้นไปสองเจเนอเรชั่นก่อนหน้านี้ เคยเป็นฆาตกรต่อเนื่อง เขารู้ถึงกับตกใจเพราะไม่เคยทราบมาก่อน

            “เขาได้นำสมองของตัวเองมาศึกษา แล้วก็ต้องตกใจว่า สมองเขากับฆาตรกรต่อเนื่องมีบางส่วนที่คล้ายกัน โดยเฉพาะการหดตัวของอะมิกดาลา และส่วนของ แอนทีเรีย ซิงกูเลต คอร์เท็กซ์  เขาเกิดความสงสัยว่า ทำไมตัวเองยังไม่ฆ่าคน จึงเริ่มมองหาความแตกต่าง สรุปคือเขาไม่เคยโดนทารุณกรรมทางเพศตั้งแต่เด็ก ซึ่งญาติของเขาเคยโดนมากก่อน การทารุณกรรมคือตัวกระตุ้นสำคัญ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่าคุณมีสมองเหมือนฆาตกร แล้วคุณจะฆ่าคน ปัจจัยหลักอยู่ที่ว่า คุณเติบโตมาอย่างดีหรือเปล่า”

ผู้กระทำผิด สามารถออกจากวังวนจากการทำร้ายคนได้ไหมคะ

            “บางคนไม่สามารถห้ามตัวเองได้ครับเพราะมีความผิดปกติทางสมอง และบางครั้งสิ่งเหล่านี้ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก จนกลายเป็น สันดาน ถ้าคุณอายุ 7 ขวบแล้วไม่ได้รับการแก้ไข คุณจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป เนื่องจากบุคลิกและอัตลักษณ์จะถูกหล่อหลอมตั้งแต่เกิด ดังนั้นตัวตนเราจะเกิดขึ้นตอนอายุ 7 ขวบ เพราะฉะนั้นอย่าหวังสอนลูกตอนเรียนมัธยม คุณต้องฝึกตั้งแต่ประถม ไม่เชื่อลองไปดูสถิติเด็กที่เข้า-ออกสถานพินิจ สุดท้ายชีวิตเขาต้องเข้าออกเรือนจำเพราะแก้ไม่หาย เช่น เด็กอายุ 13 ที่ฆ่าคุณป้าบัวผัน ย้อนกลับไป เขาเริ่มฆ่าคนตั้งแต่อายุ 11 ขวบแล้ว เคสแบบนี้ไม่มีทางรักษาหาย”

มาที่ฝั่งเหยื่อบ้าง ทำไมคนที่เป็นเหยื่อ ถึงเป็นเหยื่อตลอดไปคะ

“ต้องอธิบายด้วยวิชาเหยื่อวิทยา และต้องเจาะเป็นกรณีไป ผมขอยกตัวอย่างเหยื่อที่ทนอยู่กับการกระทำซ้ำซาก เช่น เมียที่ยอมโดนผัวซ้อมเป็น 10 ปีก็ยังทน เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจที่เหยื่อ ไม่ใช่ผู้ก่อเหตุ เหตุผลหลักที่เหยื่อทนคือ ถูกเลี้ยงดูแบบนี้ตั้งแต่เด็ก เหยื่อเข้าใจความรักไม่เหมือนคนทั่วไป เขาอาจจะเคยเห็นภาพพ่อซ้อมแม่ พ่อแม่มีชู้ ทะเลาะตบตีกันจนเป็นเรื่องปกติ และถ้าเขาถามแม่ว่า ทำไมถึงทน แม่อาจจะตอบว่าเป็นผู้หญิงต้องอดทน ผู้ชายก็เจ้าชู้อย่างนี้แหละ คำตอบแบบนี้ก็เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมการส่งต่อ ความไม่เท่ากันระหว่างเพศในสังคมด้วย เด็กก็ต้องจำใจยอมรับว่าความเจ้าชู้เป็นเรื่องธรรมดา หรือถ้าแม่สอนว่า มีครอบครัวต้องอดทน ลูกคุณก็จะทนมือทนเท้ามากครับ เพราะฉะนั้นถ้าเหยื่อโดนตบหน้า เขาก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ นอกจากเหตุผลจากการเลี้ยงดู การเป็นเหยื่ออาจมาจากปัจจัยอื่นๆ เช่น เหยื่อต้องพึ่งผู้ก่อเหตุ ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ที่ยู่อาศัย หรือหน้าตาทางสังคม

“แต่ถ้าคุณไปดูเด็กที่เติบโตมาอย่างดี หากเขาเจอผู้ชายไม่ให้เกียรติ เช่น ตะคอกใส่ต่อหน้าเพื่อน เขาสามารถเดินหนีจากความสัมพันธ์ได้เลยนะ เพราะความรักที่เขาได้รับจากที่บ้านกับความรักที่อยู่ตรงหน้า ไม่เหมือนกัน”

            “เพราะฉะนั้นโอกาสที่เหยื่อจะหลุดจากความเป็นเหยื่อจึงยาก เพราะมีมายด์เซ็ตเกี่ยวกับความรักและครอบครัวผิดเพี้ยนไป และบางครั้งเราก็ดูละครเยอะเกินไปครับ จนคิดว่าครอบครัวต้องมีพ่อแม่ลูกถึงสมบูรณ์ แล้วยอมโดนผัวซ้อมเอา”

ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา

เจาะลึกสัญชาตญาณมนุษย์กับ ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร

ในช่วงหลังเราจะเห็นบทบาท ที่อาจารย์ถูกเชิญไปวิเคราะห์ผู้ต้องสงสัยในรายการทีวี มีวิธีทำการบ้านอย่างไรคะ

            “เรียนรู้ข้อมูลให้มากที่สุด เช่น ก่อเหตุอะไรมา เรื่องราวเป็นยังไง ฟังให้ครบทุกด้าน แล้ววางวัตถุดิบเป็นกลางก่อน ในโลกแห่งวิชาการ จะมีสิ่งที่เรียกว่า ข้อเท็จจริง ซึ่งมีเพียงอย่างเดียวเรียกว่า Fact  และมีอีกสิ่งที่เรียกว่า ความจริงหรือ Truth ซึ่งความจริงมีหลายแบบ ขึ้นกับมุมมองของแต่ละคน เช่น ผมจับคอเสื้อคนแล้วเขย่า Fact คือผมเขย่า แต่ Truth จากคนอื่นๆ อาจมองว่าผมทำร้ายเขา หรืออาจจะเห็นว่าผมกำลังปลุกเขาให้ตื่นก็ได้ เราต้องรู้ทุกมุม แล้วพยายามคิดเส้นทางการก่อเหตุ ดูหลักฐานทั้งหมดว่าสอดคล้องไปด้านไหน และก็ต้องดูภาษากาย จากนั้นค่อยยิงคำถาม

ภาษากายโกหกกันได้ไหม

            “ถ้าเป็นนักแสดงตุ๊กตาทองที่ผ่านการฝึกเรื่องกล้ามเนื้อใบหน้ามา ทำได้ครับ แต่ท้ายสุดอวัยวะก็อยู่เหนือการควบคุม นักแสดงอาจมุ่งเน้นเรื่องการแสดงใบหน้า แต่บางครั้งเขาไม่สามารถควบคุมนิ้วมือหรือเท้าได้ เช่น เวลาเครียดบางคนจะบีบมือหรือประสานมือแน่นๆ โดยไม่รู้ตัว

            “เพราะฉะนั้นต่อให้เขาศึกษาท่าทางมาและศึกษาให้รู้เท่าผม อย่างไรก็ควบคุมร่างกายไม่ได้อยู่ดี เพราะมันคือระบบประสาทอัตโนมัติ (ดร.ตฤหณ์สาธิตด้วยการตบโต๊ะเสียงดังโดยไม่บอกกล่าว จนทีมงานสะดุ้งเฮือก) เห็นไหมครับ ความตกใจมันห้ามไม่ได้ และมีอีกส่วนหนึ่งที่มนุษย์ไม่สามารถคุมได้ นั่นคือสมองส่วนหลังสุด เรียกว่า สมองส่วนสัตว์เลื้อยคลาน หรือ Reptilian brain ทำงานแบบระบบออโต้ไพล็อต  เช่น การหายใจ หัวใจเต้น เราไม่สามารถบอกให้ตัวเองหายใจช้าลง หรือใจเต้นน้อยลงได้

            “ส่วนสิ่งที่มนุษย์ควบคุมได้คือสมองส่วนหน้า เช่น คุณสามารถควบคุมการนั่งไขว่ห้าง พยายามยิ้มได้ และจะมีสมองส่วนคิด (Neocortex) ที่สามารถวางแผนว่าจะโกหกได้เช่นกัน  เช่น จะแกล้งร้องไห้หรือยิ้มสู้ก็ได้ แต่ทุกครั้งเมื่อสิ่งที่เรารู้สึกไม่ไปกับเรื่องที่โกหก ร่างกายจะฝืนทำให้กล้ามเนื้อบนหน้าไม่ไปในทิศทางเดียวกัน เพราะกล้ามเนื้อบริเวณหน้าถูกควบคุมโดยสมองอีกส่วนที่ชื่อว่า ซีรีเบลลัม (cerebellum)  ซึ่งอยู่ทางหลังของศีรษะ ไม่ได้อยู่ตรงสมองส่วนคิดครับ

            “เคยเห็นคนที่ยิ้มแต่หน้าซีดไหมครับ เพราะแท้ที่จริงเขากำลังกลัว เวลากลัว สมองจะสั่งการว่า อันตรายกำลังจะมาถึง มันสั่งให้เราหนี จึงทำให้เลือดจากหัวใจไปสูบฉีดที่กล้ามเนื้อสะโพก เนื่องจากสะโพกควบคุมขาเพื่อเตรียมวิ่ง ร่างกายส่วนบนจึงซีด มือเย็น ปากซีด ปากสั่น ส่วนเวลาเราโกรธ ที่เลือดขึ้นหน้าเพราะเมื่อโมโห ร่างกายจะเข้าสู่โหมดต่อสู้ ซึ่งเราจะใช้มือและฟัน ดังนั้นเลือดจะขึ้นมาที่ร่างกายส่วนบน ส่วนร่างกายข้างล่างจะชา สิ่งเหล่านี้เป็นไปตามอัตโนมัติ โดยที่คุมไม่ได้” 

ส่วนใหญ่อาการที่เห็นชัดคืออะไรคะ

            “ตกใจครับ อวัยวะที่มนุษย์จะล่อกแล่กมากที่สุดคือ ตา ปาก คิ้ว เวลาตกใจตาเราจะเบิกกว้าง ปากจะซีด คิ้วจะเลิ่กขึ้น ซึ่งขึ้นกับการยิงคำถามด้วย  คือคุณต้องถามตอนที่เขาไม่ได้ตั้งตัว เช่น ผู้ต้องกำลังกินข้าวในวงกินเลี้ยง พอทั้งโต๊ะเงียบ แล้วคุณตั้งคำถามโพล่งออกมาว่า ขโมยของไปใช่ไหม เขาจะตกใจแน่นอนเพราะไม่ทันตั้งตัว แต่สิ่งที่คนไทยชอบทำก็คือเผยไต๋ก่อน เช่น  ‘ตอนเที่ยงมาเจอพี่ที่ห้อง เรามีเรื่องต้องคุยกัน’ หากบอกไปแบบนี้ เขาจะมีเวลาเตรียมตัวครับ เพราะฉะนั้นถ้าสังเกตดูในรายการ ผมจะชอบยิงคำถามโดยไม่ทันตั้งตัว

“อีกหนึ่งคำแนะนำคือ อย่าส่งคำถามล่วงหน้าว่าคุณจะถามอะไร เพราะส่วนใหญ่เรามักจะส่งคำถามไปให้เขาตรวจก่อน คุณควรยิงคำถามที่ทำให้เขากลัว อึดอัด หรือตกใจซึ่งๆ หน้า เพราะฉะนั้นควรทำการบ้านว่า คนทำผิดจะอึดอัดถ้าได้ยินคำถามแบบไหน? และสำหรับนักข่าว เวลาถ่ายคลิป ไม่ต้องถ่ายผู้สื่อข่าว แต่ให้ถ่ายหน้าผู้กระทำผิด และควรถ่ายทั้งตัวด้วยเพื่อดูภาษากาย”

เครื่องจับเท็จที่ดีที่สุดคืออะไรคะ

            “สัญชาตญาณของมนุษย์ครับ แม่นยำที่สุดแล้ว แต่ขึ้นกับคนเหมือนกันนะ บางคนสัญชาตญาณแม่นยำก็เชื่อถือได้ แต่คนไหนโดนหลอกบ่อยๆ แปลว่าไม่มีเซนส์ เช่น ถ้าคุณแยกไม่ออกว่าเขาแกล้งร้องไห้หรือร้องจริง คุณไม่มีสัญชาตญาณ เซนส์ที่เราพูดถึงคือเซลล์กระจกสะท้อนที่อยู่ในสมอง (Mirror neuron system)  เซลล์นี้จะสะท้อนกลับไปกลับมาระหว่างอารมณ์ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราต้องแปลอารมณ์คนอื่นตลอดเวลา”

ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ อาจารย์ระแวงคนไหมคะ

            “ตั้งแต่รู้เรื่องเหล่านี้ ผมเชื่อใจคนยากขึ้น ตั้งธงไว้เลยว่าเรื่องที่ได้ยินไม่จริง หากจะเชื่อใจใครต้องใช้เวลา เพราะสันดานเสแสร้งได้ในช่วงไม่กี่เดือน เราแสร้งเป็นคนดีได้ แต่สุดท้ายก็จะเล็ดลอดออกมาในตอนที่เผลอ เช่น คุยกับเด็กเสิร์ฟ หรือโดนรถปาดหน้า เพราะฉะนั้นเวลาดูใคร ควรจะดูทั้งหมด และหากอยากรู้จักใครอย่างลึกซึ้งต้องใช้เวลาทั้งกลางวันและกลางคืน อย่างการออกเดทกับผู้หญิงซึ่งใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง เชื่อถืออะไรไม่ได้ เพราะต้องแสดงด้านดี เพราะฉะนั้นการอยู่ก่อนแต่งจึงสำคัญมาก

              “สำหรับระยะเวลาที่จะดูว่าคนนี้ดีหรือร้าย ขึ้นกับความสามารถของแต่ละคน บางคนดูออกทันที เคยเจอเหตุการณ์ไม่ชอบขี้หน้าคนแต่แรกไหมครับ หากเคยเจอประสบการณ์นี้ นั่นก็เกี่ยวกับสมองที่อยู่ตรงสมองด้านหน้าเรียกว่า  Dorsomedial prefrontal cortex สมองส่วนนี้จะสะสมสิ่งที่เราไม่ชอบตั้งแต่เด็ก เช่น เราเคยโดนคนลักษณะนี้แกล้งหรือโดนลวนลามทางเพศ เราอาจจะจำไม่ได้ แต่สิ่งนี้จะติดอยู่ในจิตใต้สำนึก ทำให้เราเกลียดบางคนโดยไม่มีเหตุผล”

คนกลัวที่จะเข้าหาอาจารย์ไหม

            “ถ้าเป็นเพื่อนสนิทไม่กลัวหรอก แต่ถ้าเป็นคนใหม่ๆ ที่เพิ่งรู้จักกันก็จะกลัว อย่างเวลาไปออกรายการจะมีทนายบางคนแจ้งกับทางรายการไว้เลยว่า ‘ถ้าอาจารย์ตฤหณ์มารายการนี้ ผมไม่ไปนะ’ หนึ่งเพราะผมพูดตรงมาก สอง ถ้าไม่สะอาดจริงจะไม่กล้านั่งโต๊ะเดียวกัน เพราะกลัวผมจับโกหกได้ ซึ่งมีอยู่หลายครั้งที่คนทำผิด แค่เห็นหน้าผมหรือผมถามเพียงนิดเดียว ความจริงก็หลุดออกมาแล้ว

“สาเหตุที่เป็นอย่างนี้ เกี่ยวกับทฤษฎีปรากฏกายครับ ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของการป้องกันอาชญากรรม เราจึงต้องมีเครื่องแบบตำรวจ สมมุติว่าผมกำลังจะปล้นเซเว่น เห็นตำรวจเดินมาซื้อกาแฟ ผมหยุดทันที หรือบางคนแค่เจอผม แล้วรู้ว่าผมจับโกหกได้ เขาจะเกิดความกดดันตั้งแต่ก่อนคุย แม้ผมจะนั่งเฉยๆ แต่ความกดดันนี้จะวนเวียนอยู่ในหัวเขาจนกลายเป็นความเครียด บางคนเริ่มบีบมือ เหงื่อออก และเมื่อถึงคราวที่ผมต้องถาม เขาต้องหายใจลึกๆ เพราะกลัว”

คนเราสามารถโกหก จนเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นความจริงได้ไหมคะ

            “ได้ครับ เราสามารถหลอกตัวเองซ้ำๆ จนคิดว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องจริงได้ การโกหกสามารถแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มผู้ป่วยกับมิจฉาชีพ อย่างมิจฉาชีพเขารู้อยู่แล้วว่าตัวเองไม่ได้มีพลังพิเศษ แต่ก็หลอกต่อไปเพราะอยากได้เงิน ในขณะที่อีกกลุ่มป่วยจริงๆ คิดว่าตัวเองมีพลัง บินได้ เหาะได้จริง อย่างนี้จะเรียกว่าโรคจิตเภท สองอย่างนี้ไม่มีอะไรดีทั้งคู่ แต่เมืองไทยมีเยอะมาก

            “ที่มิจฉาชีพมีเยอะเพราะคนรู้ไม่เท่าทัน แต่จะไม่มีใครเป็นเหยื่อเลย ตราบใดที่มีสติปัญญา แต่คนไทยมีความเชื่อและความงมงายเป็นทุนเดิม เราติดนิสัยชอบขอและคาดหวัง เช่น ทำบุญ 20 บาทก็ขอให้ถูกรางวัลที่ 1 ซึ่งถ้าผมเป็นพระเจ้าก็คงไม่ให้เพราะขาดทุน เราขอจนติดเป็นวัฒนธรรม และศรัทธาก็เป็นสิ่งที่ฝังแน่นมาก ยังจำข่าววัดดังย่านรังสิตเมื่อหลายสิบปีก่อนได้ไหม ที่ทำบุญเยอะจะได้ขึ้นสวรรค์ชั้นสูง ความศรัทธานั้นทำให้ผัวเมียทะเลาะกัน ขายบ้าน ขายรถ เพื่อเอาเงินไปบริจาค นั่นคือการล้างสมองรูปแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นทักษะสำคัญของมิจฉาชีพคือพูดเก่ง ซึ่งมาในหลายรูปแบบ พระก็ใช้การพูด คอลเซนเตอร์ก็ใช้การพูดเช่นกัน

            “การล้างสมองน่ากลัวนะครับ ที่อเมริกาคนสามารถรวมตัวกันฆ่าตัวตายหมู่พร้อมกันถึง  900 คน ไปจนถึงการกลายเป็นคนกลุ่มหัวรุนแรง หรือการฟังพระ ก็เป็นการล้างสมองรูปแบบหนึ่ง ถ้าศรัทธามากๆ เชื่อทุกคำพูดจะน่ากลัวมาก ผมจึงมักบอกลูกศิษย์เสมอว่า อย่าเชื่อในสิ่งที่อาจารย์พูด ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาด้วยตัวเอง เพราะอาจมีสิ่งใหม่มาหักล้างทฤษฎีเดิมได้”

จะป้องกันตัวเองอยากมิจฉาชีพได้อย่างไรคะ

            “มีสติครับ ตั้งคำถามและให้เวลากับตัวเอง เพราะมิจฉาชีพจะเร่งเราด้วยความเร็ว เช่น ถ้าชั่วโมงนี้ ไม่โอนเงินมาจะโดนอายัดบัญชี เราจะโดนกดดันด้วยหลักการกระชั้นชิด ซึ่งพอเครียดหรือรีบเกินไป สมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้เหตุผลจะโดนบล็อกและเมื่อเรากลัว คิดไม่ออก มิจฉาชีพจะยื่นมือมาช่วยเหลือ เพราะฉะนั้น มิจฉาชีพไม่มีวันหายไป เพราะเป็นการเล่นกับอารมณ์คน และมิจฉาชีพก็หลอกเหยื่อสำเร็จทุกวัน เฉลี่ยวันละพันคน”

เคยโดนมิจฉาชีพโทรหาไหมคะ

            “เคยครับ คนกลุ่มนี้มักจะเอาชื่อจริงมาอ้างถึง เช่น ชื่อจริงของตำรวจ ที่มีคดีจริงๆ ในข่าว ณ ขณะนั้น เพราะดูน่าเชื่อถือ วิธีที่ง่ายที่สุดคือวางสายทิ้ง ไม่ต้องคิดว่าคุณรู้ทัน เพราะหลายคนคุยไปคุยมากลายเป็นเชื่อ  ผมแนะนำให้คุณตั้งสติ 45-60 นาที ตั้งคำถามกับตัวเอง เขาคือใคร ต้องการอะไร เรื่องนี้ดูน่าเชื่อถือหรือไม่ เพราะสุดท้าย ไม่มีใครเร่งรัดเอาอะไรไปจากเราได้หรอกครับ

            “อีกเคสที่เจอเยอะมากคือ คือโรแมนซ์สแกมเมอร์ จะเป็นสาวๆ ที่ทักหาคนแก่ เคสแบบนี้มีอัตราความเสียหายเยอะกว่าช้อปปิ้งออนไลน์อีกนะ และคนไทยก็อายเกินกว่าจะแจ้งความเพราะกลัวเสียหน้า โดยเขาจะเลือกเหยื่ออายุเฉลี่ย 45 ปีขึ้นไปเพราะมีเงิน มีเวลา และเหงา

            “หลักการของมิจฉาชีพคือ ขายความหวังให้คนจนและขายความกลัวให้คนรวย  คนรวยหลอกง่ายเพราะคิดว่ามีทุกอย่างแล้ว เสียไปฉันก็มี ส่วนคนจนก็หวังอยากได้เงิน อยากได้สิ่งของ ซึ่งไม่มีใครให้อะไรเราฟรีๆ หรอก” 

ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา

นอกจากงาน ชีวิตส่วนตัวชอบทำอะไรคะ

            “ช่วงนี้ไม่มีชีวิตส่วนตัวเลยครับ เพราะผมทำงานมา 7 วันมา 5 เดือนแล้ว ตอนนี้อยากพัก อยากกินของอร่อยๆ อยากนอนเฉยๆ

            “หากมีเวลาว่าง ผมชอบจิบเบียร์เย็นๆ แล้วโยนโบว์ลิ่งเพราะได้ใช้กำลังดีโดยไม่ต้องโดนแดด ซีรีส์ก็ชอบดู แต่เป็นประเภทต้องดูให้จบรวดเดียว ผมชอบดูการ์ตูนมาก ดูได้ทุกแนว ทั้งเครียดและติงต๊อง ส่วนหนังอาชญากรรมก็ชอบครับ อย่าง Silence of the lamb เป็นหนังที่ชอบมาก เพราะเล่าถึงฆาตกรที่มีตัวตนจริงและเป็นหนังที่นักอาชญวิทยาต้องดู อีกเรื่องคือซีรีส์ Dahmer ที่หยิบเรื่องจริงของ Jeffrey Dhamer ฆาตกรต่อเนื่องมาทำเป็นซีรีส์ได้ละเอียดมาก

            “ส่วนหนังผีก็ชอบ เพราะดูไม่จริงดี เหมือนหลุดไปอีกโลกคาดเดาไม่ได้  ผมชอบเรื่อง The Conjuring หรือแนวบาทหลวงไล่ผี เพราะจะได้รู้ประวัติศาสตร์ไปด้วย ทั้งเรื่องเทพปกรณัม การคลั่งซาตาน ซึ่งก็เป็นเนื้อหาที่ผมต้องสอนเหมือนกัน”

ชีวิตตอนนี้มีเป้าหมายอย่างไรบ้าง

            “ผมอยากงต่อความรู้ให้คนเป็นเหยื่อน้อยลงได้มากกว่านี้ อยากให้คน รู้จักอาชญากรรม รู้ทันและป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพได้ ทุกวันนี้จึงทำงานบริการวิชาการทั่วประเทศ

            “ผมคิดว่ามนุษย์เป็นสิ่งที่ซับซ้อน อย่าไว้ใจใครแม้กระทั่งเพื่อนที่รู้จักกันมา 10 ปี เพราะคุณไม่มีทางรู้จักเขาดี เวลาคุณรู้จักใคร คุณรู้จักเขาไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ จะคบใครให้ชั่งใจ เผื่อใจไว้ครับว่าไม่มีอะไรเป็นไปตามที่เราคาดหวังทั้งหมด”

คนที่อาจารย์ไว้ใจมากที่สุด คือตัวเองหรือเปล่าคะ

            “ไม่ไว้ใจตัวเองด้วยซ้ำ (หัวเราะ) เคยตั้งใจว่า ฉันจะลดความอ้วน ถ้าออกไปกินข้าวกับเพื่อนจะไม่กินเบียร์เด็ดขาด สุดท้ายก็ทำไม่ได้ ดื่มอยู่ดี ผมตัดปัญหาเลย ไม่ไปแค่นั้นก็จบ

            “ผมคิดว่า แม้ความไว้ใจเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่าไว้ใจใครเลย เพราะบางครั้งก็ทำให้เราไม่ปลอดภัย และผมรู้สึกว่าชีวิตตอนนี้ ไม่ได้ต้องการความสบายใจ ผมแค่รู้สึกสนุกกับงานทำงานอยู่ กลับบ้านได้เลี้ยงแมว ได้อยู่กับครอบครัว ชีวิตแฮปปี้แล้วครับ”


อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ใน นิตยสารแพรว ฉบับกรกฎาคม 2568

เรื่อง ปาจรีย์

ภาพ อิทธิศักดิ์​